THE ALMANACK OF NAVAL RAVIKANT

THE ALMANACK OF NAVAL RAVIKANT

Dec 09, 2024

คนรวบรวม Erick Jorgenson โดยรวบรวมมาจากทวีต บทพูด และการพูดคุยกับนาวัล ราวิคัน ผู้ก่อตั้ง AngelList แพลตฟอร์มที่คอนเนคสตาร์ทอัพกับนักลงทุนเข้าด้วยกัน พาร์ทแรกของหนังสือพูดถึงความมั่งคั่ง ค่อนข้างไม่มีอะไรใหม่สำหรับเรา ส่วนที่น่าสนใจบ้างอาจจะเป็นช่วง ที่พูดเรื่องวิจารณญาณ และ part2 เรื่องความสุขที่เขาเอาพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวัน


พื้นเพ นาวัลเป็นคนอินเดีย โตมายากจน ถูกล็อกไว้ในบ้านกับพี่ชายเพราะผู้ปกครองต้องไปทำมาหากิน ก็เลยต้องหาทางอยู่ให้ได้ แต่เขาก็มองว่าความลำบากนี้แหละที่ช่วยเขาในระยะยาว ต่อมาบ้านเขาอพยพไปอเมริกาตอนเขา9ขวบ พ่อเขาเป็นเภสัชในอินเดียแต่ใบปริญญาไม่ได้รับการรับรองที่จะทำร้านยาในอเมริกาได้พ่อก็ไปทำร้านคอมฯในนิวยอร์กแทน เขานับถือแม่มาก แม้จะยากจนแค่ไหนแต่เมื่อเขารู้สึกถึงรักแท้ของแม่ก็ทำให้เขาไปต่อได้ นาวัลเป็นหนอนหนังสือ เลิกเรียนแล้วจะไปห้องสมุดตลอดก็ไม่ค่อยมีเพื่อน  ต่อมาเขาสอบเข้าโรงเรียนมัธยม Stuyvesant ได้ (เป็นโรงเรียนที่ดีมากและเป็นในเครือมหาลัยเลยถือว่าเป็นโอกาสดีมากที่จะขยับชนชั้น) เขาเรียนเศรษฐศาสตร์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

ทุกวันนี้เขาเป็นนักลงทุนในกว่า 200 บริษัท เป็นหุ้นส่วนในคริปโตเคอเรนซี่ เขาเคยจนมากมาก่อนแต่ตอนนี้รวยแล้ว เขาบอกว่าสามารถแบ่งปันหลักการได้ แต่ว่าเขาสอนไม่ได้ ก็หวังว่าเรื่องของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ได้รู้บ้าง 

Part I : การทำเงินเป็นทักษะ 

นาวัลบอกว่าต่อให้โดนริบเงินไปทั้งหมดแล้วเอาเขาไปทิ้งไว้ตรงไหนในโลกที่เขาพูดภาษานั้นได้ (อังกฤษ) เขาก็สร้างตัวขึ้นมาใหม่ได้อยู่ดี เพราะการทำเงินไม่ใช่การทำงานหนัก มันเกี่ยวกับความเข้าใจมากกว่าการใส่ลงไปแต่แรงงาน ถ้ายังไม่รู้จะทำอะไรก็ควรไปคิดให้ออกก่อนว่าจะทำอะไร, ไม่ควรจะทำงานหนักไปมั่วๆจนกว่าจะคิดออก

ถ้าคุณเริ่มมองหาเป้าหมายระยะยาว คุณควรถามตัวเองว่า อันนี้มันเป็นตัวจริงของเรามั้ย เราอยากทำอันนี้จริงๆรึเปล่า เราproductiveรึเปล่า

ความแตกต่างระหว่างเงิน กับ ความมั่งคั่ง

เงิน : คือหน่วยในการแลกเปลี่ยนซึ่งอาจแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่ง 

ความมั่งคั่ง : คือสิ่งที่เราต้องการและมันทำงานในตัวเองในตอนเราหลับ เหมือนคอมที่รันในตอนกลางคืน หรือหุ่นยนต์ที่รับลูกค้าตอนเราหลับ เงินในธนาคารที่มันหมุนเวียนลงทุนด้วยตัวมันเองก็ถือเป็นความมั่งคั่ง, บ้านก็เป็นความมั่งคั่งได้เช่นเราเอาให้คนเช่า 

สร้างความรู้เฉพาะของเราขึ้นมา

ด้วยการดึงจุดเด่นของตัวเองว่าเราถนัดอะไร อาจลองมองลงไปในตัวเองก็ได้ว่าตั้งแต่เด็กมีอะไรที่เราทำแล้วเหมือนเล่น แต่สำหรับคนอื่นมองว่าเราทำงานอยู่ เช่น ทักษะการขาย, การเจรจา, ถ้าชอบเรื่องไซไฟ ก็อาจะเพราะคุณมีความสามารถในการย่อยข้อมูลเยอะๆได้ดี, หรืออาจจะเป็นทักษะการร้องเพลง เล่นดนตรี หยิบจับอะไรก็เข้าใจและทำได้ไปหมด สิ่งพวกนี้เราสามารถนำมาขัดเกลาให้ใช้งานได้ เราไม่ต้องแข่งกับใครหรือไล่ตามเทรนด์อะไร แค่เป็นคุณนั่นแหละ และการจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องเป็นนักเรียนที่ดีด้วย หมายถึงเมื่อคุณมีความสนใจใคร่รู้ในอะไรแล้วขุดให้ลึกลงไป ทุกวันนี้คุณสามารถใช้เวลา 1-2 ปีในการศึกษาและเชี่ยวชาญในเส้นทางใหม่ๆได้ 

พื้นฐานสำคัญสุด พอพื้นฐานมั่นคงแล้วจึงลงลึกไป แบบนั้นจะดีกว่ารู้กว้างเป็นกิโลแต่ลึกแค่2 นิ้ว

เกมยาว นาวัลบอกว่าทุกอย่างในชีวิตที่เราได้มา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์, ความมั่งคั่ง, ความรู้ ล้วนแล้วแต่เป็นดอกเบี้ยที่เราได้มาจากการลงทุน ลงทุนในอะไร? ในสายสัมพันธ์ ในการทำให้คนอื่นไว้วางใจ ถ้าทำธุรกิจก็คือทั้งการไปปรากฏตัวให้ลูกน้องเห็น และการแสดงความรับผิดชอบ (accountibility) คือการปรากฏตัว พึ่งพาได้ พูดแล้วทำ ไม่ปล่อยใครเคว้ง คอยระวังหลังให้ สิ่งเหล่านี้คือการให้เกียรติคนอื่นแล้วเราก็จะได้รับสิ่งเดียวกันกลับมา คนที่เราทำงานด้วยนาน 5 ปี 10 ปี ก็เพราะมันมีความเชื่อใจอยู่ถึงร่วมงานได้นานขนาดนั้น

เจตนาไม่สำคัญเท่าการกระทำ เพราะงั้นจริยธรรมจึงเป็นเรื่องยาก นาวัลกำลังหมายถึงถ้าคุณรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งถูกต้องควรทำ หรือถ้าคุณเจอคนที่ใช่และอยากเก็บเขาไว้ในชีวิต คุณจะต้องลงทุนกับมันอย่างเต็มที่ อยู่กับมันเป็นสิบๆปี แล้วสิ่งเหล่านั้นจึงจะรีเทิร์นกลับมาเป็นดอกเบี้ยการลงทุน

ที่ทำไป99%มักจะไม่มีประโยชน์ นาวัลหมายถึง มันมีประโยชน์ในแง่การเรียนรู้ แต่ไม่มีประโยชน์ในแง่การได้มาซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้ เขายกตัวอย่างถึงแฟนที่เดทมามากมายก่อนจะเจอคนที่เราตัดสินใจแต่งงานด้วย หรือความรู้มากมายที่ไม่ได้ใช้ ไม่ใช่ว่าคนที่ผ่านมาไม่มีความหมายหรือความรู้ที่ไม่ได้ใช้จะไม่ได้มีผลกับวิธีคิดหรือจิตใจเราเลย แต่นาวัลบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เรารู้แล้วว่า สิ่งนี้ไม่ใช่1% นั้นของคุณ ให้หยุดทำมันไปเลย ถ้าลงเรียนไปก็ดรอปเรียนซะ เพราะคุณจะเอาวินัยและการทุ่มเทของคุณไปให้สิ่งที่ไม่ใช่เพื่ออะไร

รับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ ต้นทุนมีทั้งที่เป็นเงินและเป็นสายสัมพันธ์ และการที่คุณจะได้มันมา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ แรงงาน สายสัมพันธ์ คุณก็ต้องมีเครดิต และจะมีเครดิตได้คุณก็ต้องรู้จัก accountibility (ความรับผิดชอบ) การกล้าเอาชื่อตัวเองลงไปในการลงทุนเพื่อที่ว่าถ้ามันพังก็เป็นชื่อเรา แต่ถ้ามันสำเร็จก็เป็นชื่อเรา 

หาทางเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจ ถ้าคุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง(หุ้นส่วน)ของธุรกิจ คุณก็ไม่มีทางมีอิสระทางการเงินได้ ถ้าไม่ทำให้เงินมันทำงานเอง เมื่อไรก็ตามที่หยุดหาเงิน เงินก็ร่อยหรอไปด้วย แม้แต่หมอที่ทำงานได้เงินเยอะ ถ้าจะให้รวยจริงๆก็ต้องเปิดบริษัท

แพชชั่น ยังดีกว่าไล่ตามเทรนด์หรือไล่ตามเงิน เพราะความรู้เฉพาะตัวที่กล่าวไว้ตอนแรกจะมีได้ก็มาจากแพชชั่นของแต่ละคนเท่านั้นว่าเราอยู่กับอะไรได้นานสุด “อะไรก็ตามที่มันทำให้คุณเพลิดเพลินชั่วครู่ แต่คุณรู้แก่ใจว่าเดึ๋ยวก็เบื่อ สิ่งนั้นไม่ใช่แพชชั่น แต่เป็นการว่อกแว่กต่างหาก” 

ช่วงชีวิตที่นาวัลทำเงินได้มากสุดคือช่วงที่เขาไม่สนใจที่จะทำเงินจากธุรกิจ เขาแค่อยากทำเพราะอยากทำเฉยๆ นั่นคือความหมายที่แท้จริงของศิลปะไม่ใช่เหรอ พอไม่หมกมุ่นเกินไป ก็ทำมันออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้วก็เลยทำเงินได้มากไปเอง เพราะงั้นเขาจึงบอกว่าทำในสิ่งที่เราสนใจใคร่รู้จริงๆดีกว่าตามเทรนด์

อะไรก็ตามที่สามารถฝึกสอนกันได้ สิ่งนั้นจะทำเงินไม่ค่อยได้ เพราะถ้าเขาสอนเราได้ เขาก็สอนคนอื่นให้มาแทนที่เราได้สักวันอยู่ดี เพราะงั้นเราต้องทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้ แต่ปัญหาคือ สิ่งนั้นมันจะเปบี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะไม่นาน คนอื่นก็จะทำตามได้อยู่ดี และสิ่งนั้นมักจะเป็นเทคโนโลยีเสมอ 

ทรัพยากรแบ่งออกได้ 3 แบบกว้างๆคือ 

1 แรงงาน - เก่าแก่และวุ่นวายที่สุด เพราะคุณต้องบริหารคนให้เป็น คุณต้องมีทักษะการเป็นผู้นำ และมันเสี่ยงมากที่จะถูกกบฎหรือโดนคนก่อม็อบได้ 

2 ทรัพย์สิน - ทันสมัยขึ้นมาหน่อย คุณจะเห็นได้ว่าคนรวยหรือนักการเมืองในประเทศที่มีการคอรัปชั่นสูง มีอำนาจในการพิมพ์เงินไม่ก็โยกย้ายเงินได้ มันเลยทำให้เขารวย หรือในบริษัทเก่าแก่ หน้าที่ของผู้บริหารส่วนมากก็คือการดูแลการเงิน ถ้าคุณบริหารเงินได้ดี มันจะทำให้คุณรวยง่ายกว่าบริหารคนได้ดีเยอะ 

3 สินค้าที่(แทบ)ไม่ใช้ต้นทุนในการทำซ้ำ - เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ สื่อ โค้ด ซอฟต์แวร์ แอพ สิ่งที่คุณต้องมีคือคอมพิวเตอร์และค่าไฟ ลืมเรื่องคนรวยvsคนจน, ผู้ดีเก่า vs ไพร่กระฎุมพี ได้แล้ว ยุคนี้เป็นเรื่องของ การมีทรัพยากร vs ไม่มีทรัพยากร

ทรัพยากรชนิดนี้เพิ่งมีหลักร้อยปี มันเริ่มจากเทคโนโลยีการพิมพ์ที่อนุญาตให้คนทำซ้ำได้ ทีละปริมาณมากเราจึงเผยแพร่สิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น อย่างหนังสือเล่มนี้ก็เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นแต่ก่อนเราคงต้องนั่งบรรยาย ไม่ก็เปิดคลาสเรียนตัวตัวกัน แต่ตอนนี้เราสามารถเผยแพร่ความรู้ได้แบบกว้างขวาง 

ถ้าเรามีความรู้เฉพาะทาง, มีความรับผิดชอบ, มีทรัพยากร คนอื่นจะยินดีจ่ายให้คุณเท่าราคาค่าตัวที่มีคุณค่าของคุณ  คุณจะไม่ต้องไปประชุมแค่เพราะต้องประชุม ไม่ต้องพยายามทำให้คนอื่นประทับใจ ไม่ต้องทำรายงานให้รู้ว่านี่ทำงานจริงๆ แต่คุณจะได้ทำงานที่เป็นงานจริงๆ นั่นคือการโปรดักทีฟที่แท้จริง และเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าจริงๆและคุณจะได้เวลาอิสระกลับมาเป็นของตัวเอง 

ถ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเทคฯ คุณต้องรู้วิธีขาย ไม่ก็วิธีสร้าง

ไม่งั้นก็ไปเรียนรู้มาเพิ่ม

การสร้างนั้นยากแต่ก็หลากหลาย การออกแบบ, การพัฒนา, การผลิต, โลจิสติก, การจัดสรรการบริการ, โปรแกรมเมอร์, วิศวกร, วิศวกรซอฟแวร์, แม้แต่คนให้บริการซักอบรีด เหล่านี้ก็ถือว่าเป็นผู้สร้างแล้ว 

อีกส่วนคือ ผู้ขาย มาเกตติ้ง, นักประชาสัมพันธ์, จัดหาบุคคล, นักระดมทุน, คนที่ให้แรงบันดาลใจคนอื่นก็นับ 

ใช้ใจทำงาน ไม่ใช่ใช้เวลาทำงาน อยากจะพูดเรื่องวงการอสังหาอักสักนิด ถ้าคุณเป็นแรงงานรายชั่วโมง คุณได้สัก 10-20 เหรียญต่อชม. เจ้านายบอกให้ไปที่ทำงานตอนแปดโมงเช้าคุณก็ไปเพราะคุณมีความรับผิดชอบ แต่เป๋นความรับผิดชอบต่อเจ้านาย ไม่ใช่ต่อลูกค้า คุณทำงานแรงงานที่ใครก็แทนที่คุณได้ ค่าตัวคุณเลยไม่สูง แต่ถ้าคุณเป็นรับช่างเหมาก่อสร้าง คุณก็จะมีค่าตัวสูงขึ้น อาจจะสัก 5 แสน$ เพราะคุณต้องมีความรับผิดชอบต่อเจ้าของบ้าน คุณต้องลุกขึ้นมาตอนกลางคืนถ้ามีอะไรผิดพลาด ทรัพยากรของคุณก็คือคนงานที่คุณมี คนจ่ายเงินให้การที่คุณมีความรับผิดชอบและทรัพยากรแบบนั้น และอาจมีความรู้เฉพาะตัวนิดๆหน่อยๆด้วย เช่น การรวมทีมคนงาน, การดีลกับกำหนดกฎการก่อสร้างกับทางการ เลเวลต่อไปคือนักพัฒนาอสังหา คุณต้องมีตาแหลมคมไปเลือกอสังหามาพัฒนา ทุบบ้านทิ้ง รีบ้านใหม่ ปรับปรุงที่ดิน นักอสังหาฯก็ไปจ้างรับเหมาก่อสร้างมาอีกทีและอาจต้องจ้างหลายคนด้วย นักพัฒนาอสังหาฯก็ต้องมีความรับผิดชอบสูงขึ้นไปอีก เลเวลต่อไปคือเป็นคนระดมทุนหาคนมาลงทุนและพัฒนาอสังหา 

ยิ่งเลเวลสูง ยิ่งต้องมีทรัพยากรมาก ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่นั่นก็ทำให้คุณค่าตัวมากขึ้น มั่งคั่งมากขึ้น 

ให้คนอื่นจ่ายเงินค่าวิจารณญาณของเรา ถ้ามีคนให้คำแนะนำแล้วมันจะดีขึ้น10% คนย่อมยินดีจ่ายเงินเขามากขึ้น นาวัลเชื่อในการดีขึ้นทีละนิดทีละหน่อย เขาทำเงินได้ก้อนแรกจำนวนเล็กน้อยก็เสียไปในการซื้อหุ้น พอก้อนสองก็โดยหุ้นส่วนโกงอีก เขาบอกว่าจริงๆเขาก็ไม่เคยทำเงินก้อนใหญ่ๆได้รวดเดียว มีแต่ได้จากตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย และเขาขอบคุณการมีอยู่ของอินเตอเน็ตว่ามันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้

ให้ค่าตัวเองเป็นรายชั่วโมง คุณก็จะทำอะไรโปรดักทีฟไปโดยอัตโนมัติ จำไว้ว่าคุณไม่มีทางมีค่าเกินกว่าที่ตัวเองให้ค่าตัวเอง  นาวัลจะให้ราคาตัวเองรายชั่วโมง แล้วถ้ากิจกรรมใดที่ต้องใช้เวลาทั้งชั่วโมงเพื่อทำมัน เขาจะคิดว่ามันเทียบเท่าได้กับการโยนเงินจำนวนนั้นทิ้งในชั่วโมงนั้น ถ้าโอเคก็โอเค แต่ถ้าไม่ก็อย่าทำ เช่น การขับรถ1 ชั่วโมงไปเพื่อทำอะไรสักอย่างมันคุ้มค่าตัวของเขามั้ย เขาบอกว่าเขาคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็กแม้กระทั่งในวันที่เขายังหาเงินไม่ได้

คนที่เกลียดความมั่งคั่ง ความมั่งคั่งก็จะผลักคุณออกเหมือนกัน อาการมันคือเวลาเราเจอคนรวยกว่า คนที่มั่งคั่ง ชีวิตดีกว่า คุณจะรู้สึกอิจฉาลึกๆ แล้วมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รับรู้ความรู้สึกกันได้ อีกฝ่ายจะรู้สึกไม่ค่อยอยากค้าขายกับเราไปโดยที่เขาก็อาจจะไม่รู้ตัว ดังนั้นเราควรจะคิดบวกเข้าไว้

เกมที่มนุษย์เล่นในชีวิตคือ เกมการเงิน กับเกมอำนาจ ไม่ใช่เพราะเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่างในชีวิตหรอก แต่เงินแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการเงิน แต่มันก็จะมีคนที่เกลียดเกมการเงิน ลึกลงไปเขาคิดว่าตัวเองหาเงินไม่ได้ก็เลยบอกว่า ”การมุ่งแต่จะหาเงินเป็นความคิดชั่วร้าย“ แต่จริงๆเขากำลังเล่นอีกเกมอยู่ต่างหาก คือ เกมอำนาจ พวกเขาทำเป็นยืนนอกวงแล้ววิจารณ์คนทำเงิน คนที่เกลียดการทำเงินมักเป็นพวกแสวงหาอำนาจหรือสเตตัสทางสังคมแทน

เกมอำนาจมักเห็นในการเมือง เป็นเกมzero sum game แต่จริงๆกีฬาก็เป็นแบบนั้น มีคนชนะก็ต้องมีคนแพ้ นาวัลไม่มักในเกมอำนาจ เพราะถ้าอยากชนะก็ต้องชิงอะไรบางอย่างมาจากอีกคน มันมักส่งเสริมให้เรามีจิตใจที่อยากแข่งขันและเอาชนะ แต่เกมอำนาจเป็นเกมที่จะคงอยู่ตลอดไปอยู่ดี

*เล่นเกมโง่ๆ ก็ได้รางวัลโง่ๆ

สิ่งที่คนอายุน้อยควรให้ความสำคัญที่สุดคือการใช้เวลาในการตัดสินใจ เราใช้เวลากับผลลัพธ์ที่เราตัดสินใจนานมาก เช่น ต้องทำงานที่เลือก ต้องอยู่กับคนที่เราเลือกคบ ดังนั้นเราควรใช้เวลากับการตัดสินใจมากๆ เริ่มตั้งแต่เมืองที่เราอยู่อาศัยเลย เราจะย้ายเมืองเพื่อโอกาสในการทำงานมั้ย แล้วเมื่อเราคิดถึงความสัมพันธ์รอบๆ เพื่อน แฟน ล่ะ? นาวัลให้มองว่า จะเป็นคนทิ้งพวกเขาหรือจะเป็นคนที่ถูกทิ้ง บางทีเราต้องปฏิเสธทุกอย่างเพื่อมาตัดสินใจกับ 3 หัวข้อใหญ่นี้เลย งาน เพื่อน คนรัก และใช้เวลากับการตัดสินใจ 1-2 ปีเลย 

วิธีการที่เราจะรายล้อมตัวเองไว้ด้วยคนเก่ง อันดับแรกคือ เราเก่งเรื่องอะไรให้สอนคนอื่นด้วย กรรมจะย้อนวนกลับมาที่เรา โอกาสที่เราส่งออกไปเดี๋ยวก็วนกลับมา แต่อย่านั่งนับนิ้วคอยไม่งั้นจะหมดใจเร็ว เราจะไม่รวยแค่เพราะฉลาดเฉยๆโดยไม่แบ่งปัน 

แล้วจะเกษียณยังไง 

1 หารายได้ passive income แบบที่คุณไม่ต้องกระดิกนิ้วก็ทำเงินได้มากกว่าการใช้

2 ลดการใช้เงิน ลดความต้องการลง - ไปเป็นพระ

3 ทำงานที่คุณสนุกกับมัน ก็เหมือนไม่ได้ทำงานเลยด้วยซ้ำ

ตอนเด็กเขาทำงานเพราะกระหายเงิน แต่เมื่อถึงจุดนึงเขารู้สึกมีความมั่นคงทางการเงินแล้ว เขาก็แค่ทำเพราะสนุกเท่านั้น เขายังลงทุน ประชุม พบปะคน แต่นั่นเพราะเขาชอบที่จะทำ ชอบคนที่เจอ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ นาวัลมองว่าเขาไม่ได้กระหายเงิน ถ้ากระหายเงินคุณจะไม่มีวันพอ ไม่มีทางที่ได้เงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้แล้วความกระหายจะลดลง เพราะได้มาก็กลัวเสียไป แต่ถ้าเรารักเงิน เราจะไม่ได้กระหายไขว่คว้า หรืออัพเกรดไลฟ์สไตล์ทันทีที่ได้เงินมา แต่แค่มุ่งเป้าว่าจะเอาเงินมาช่วยแก้ปัญหาการเงินตัวเองไปก่อน ถ้าเราทำไปเรื่อยๆอันที่จริงจะไม่มีเวลามานั่งอัพเกรดไลฟ์สไตล์ด้วยซ้ำแต่รู้สึกอีกทีก็คือเราเป็นอิสระทางการเงินไปแล้ว

โชคดี

โชคดีสำหรับนาวัลมี 4 แบบ 

1 แบบที่แย่ที่สุดคือ โชคดีที่เกิดขึ้นมาจากอะไรทีาเราก็คุมไม่ได้ เหมือนอยู่ดีๆก็ได้สิ่งนั้น รวมถึงโชคชะตาฟ้าลิขิตด้วย

2 โชคดีจากความสม่ำเสมอ ทำงานหนัก ลงแรง วิ่งวุ่นเพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง ก็คือสร้างโอกาสให้โชคดีค้นพบคุณ

3 โชคดีจากความสามารถในการมองเห็นโชคดี มองเห็นโอกาสขณะที่คนอื่นสังเกตไม่เห็นด้วยซ้ำ 

4 โชคดีแบบสุดท้ายคือประหลาดสุด คือ คุณทำตัวให้ไม่เหมือนใคร โชคดีก็จะเจอคุณเหมือนกัน

ความอดทน

จะทำอะไรให้สำเร็จต้องใช้ความอดทน คำแนะนำที่แย่คือเธอยังเด็ก เพราะโลกนี้คนประสบควาทสำเร็จในอายุน้อยก็มากมาย แค่เค้าได้เครดิตตอนแก่ ทุกอย่างต้องใช้เวลา ไม่มีหรอกที่ทำเลยได้เลย เพราะงั้นเลยต้องหาอะไรที่ชอบทำ จะได้ทำได้นาน และไม่นั่งนับว่าทำมานานแค่ไหนแล้ว

ในอดีตถ้าคุณอยากมีความสงบสุขในใจให้ไปบวช ละเว้นจากเงินทอง เพศสัมพันธ์ ออกห่างจากครอบครัว เทคโนโลยี เงิน แล้วสังคมก็จะเอาเงินให้คุณเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการแต่ไม่รู้จะได้มายังไง แต่ทุกวันนี้เรามีสิ่งประดิษฐ์ที่เรัยกว่า “เงิน”แล้ว จงไปรวยกันเถอะ เพราะเงินจะทำให้ชีวิตมั่งคั่ง ซื้อสุขภาพที่ดี ซื้อความสุขให้เราได้ นาวัลประหลาดใจมากที่มีหลายคนบนโลกสับสนระหว่างความมั่งคั่งกับปัญญา

*********

วิจารณญาณ (judgement) 
คนให้ค่ากับการทำงานหนักมากไป ทำงานหนักหรือใช้เวลาทำงานเยอะไม่ได้ช่วยให้รวยขึ้น ต้องทำงานด้วยวิจารณญาณต่างหาก วิจารณญาณสำหรับนาวัลคือการใช้ปัญญาพิจารณาถึงผลกระทบระยะยาวของสิ่งที่ทำลงไป เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลาในการก่อให้เกิดผล ดังนั้นวิจารณญาณว่าจะเลือกว่าจะตัดสินใจอย่างไรสำคัญสุด

การคิดได้อย่างแจ่มชัดนั้นสำคัญที่สุด นาวัลให้ความสำคัญกับพื้นฐานมาก เช่น จะเข้าใจตรีโกณก็ต้องรู้จักเรขาคณิตก่อน เขาบอกว่าต้องแม่นพื้นฐานระดับที่อธิบายให้เด็กเข้าใจได้นั่นแหละถึงเรียกว่าเข้าใจจริงๆ ไม่งั้นก็เหมือนคนที่แค่พยายามพูดศัพท์ยากๆมาเรียงกันให้ดูเหมือนรู้เยอะแต่จริงๆไม่รู้อะไรเลย ทำได้แค่ท่องจำเท่านั้น และคนท่องจำไม่ใช่คนฉลาด

จะตัดสินใจอย่างชาญฉลาดได้ก็ต้องมีความสามารถในการมองเห็นความเป็นจริงในโลกได้ หลายคนถูกไบแอสและความอยากของตัวเองบังตา หลายคนแยกไม่ออกระหว่างธุรกิจกับการเมืองด้วยซ้ำ แต่ ณ จุดที่คุณเห็นตามความเป็นจริงนั่นคือจุดที่คุณจะทุกข์ทรมานสุด เช่น คุณคิดว่ามันกำลังไปได้สวย คุณก็ทำแบบนึง แต่เมื่อวินาทีของความจริงกระแทกหน้าคือมันเจ๊ง คุณจะทุกข์ทรมานเพราะนั่นคือความจริงที่ว่าคุณมองไม่เห็นความพินาศที่ก่อตัวมาตลอดไม่ออก ข่าวดีคือเมื่อเห็นแล้วถึงจะทุกข์ก็ยังแก้ไขได้ สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อเห็นความจริงคือ ลดอีโก้ตัวเองลง เพราะอีโก้มันไม่อยากเห็นความจริง ยิ่งคุณมีความปรารถนาน้อยเท่าไรคุณจะสามารถเห็รความจริงได้มากเท่านั้น เหมือนเวลาเราฟังเรื่องคนอื่นแล้วเรามองเห็นภาพรวมทะลุปรุโปร่งนั่นแหละเพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา พอใจเราไม่ได้ลงไปเล่นเราเลยเห็นหมดว่าอะไรเป็นอะไร แต่พอเป็นเรื่องตัวเอง ความปรารถนาในผลลัพธ์มันบังตา 

นาวัลจัดการกับเรื่องของตัวเองโดยการบอกให้คนอื่นรู้ เช่น ถ้าเป็นเรื่องธุรกิจ เขาจะให้เพื่อนร่วมงาน หุ้นส่วนรับรู้ถึงปัญหา เพราะถ้าให้คนอื่นรู้ จะมีคนเตือน มีคนให้ความเห็น เมื่อเป็รแบบนั้นแล้วเขาก็จะหลอกตัวเองไม่ได้ และคนเราก็ควรมีสัก 1-2 วันหยุดต่ออาทิตย์ที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องประชุมอะไรเลย เพื่อเคลียร์ตัวเองให้โล่ง


ให้ละทิ้งตัวตนเพื่อเห็นตามความเป็นจริง คนเราไม่ได้มองโลกตามความเป็นจริง แต่มองตามที่มันจะฟีดอีโก้ตัวเอง อีโก้เราก็มาจากตั้งแต่วัยเด็กที่เราเคยพยายามเรียกร้อฃความสนใจของครอบครัวและแวดล้อม ทำแบบไหนแล้วได้ความสนใจสิ่งนั้นก็กลายมาเป็นอีโก้เรา นาวัลพยายามถอดสิ่งนั่นออก จริงอยู่มันมีพฤติกรรมสันดานเดิมไปแล้ว แต่เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า พฤติกรรมแบบนี้ ความพึงพอใจแบบนี้มันให้ประโยชน์อะไรกับตัวเองมั้ย มันทำให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้นมั้ย มันทำให้บรรลุสิ่งที่ต้องการมั้ย ก็คือพยายามถอดสันดานเดิมตัวเองออก ไม่ติดป้ายตัวเองไว้ภายใต้ตัวตนใด
อีกอย่างคือต้องซื่อสัตย์ นาวัลเป็นคนอยากมีอิสระ รวมทั้งอิสระจากการที่ต้องเกรงใจและพูดโกหกชมคนอื่นด้วย เขามองว่าถ้าโกหกคนอื่นมันจะกลับมาหลอกตัวเองไปในที่สุด ถ้าต้องชมก็คือชมส่วนที่ดีจริงๆในตัวเขา คาริสม่ามันคือความสามารถที่จะซื่อสัตย์และรักอีกฝ่ายได้พร้อมกัน 


สะสม mental models https://www.blockdit.com/posts/5f0d8df97d87d411f17a7d22

มันคือแนวคิดว่าสิ่งนึงเกิดขึ้นในอดีต มันจะเกิดอีกในอนาคต เป็นการมองจากสถานการณ์เฉพาะสถานการณ์เดียว สิ่งที่คุณต้องการจริงๆคือ mental models มันคือรูปแบบความคิด ก่อขึ้นมาจากประสบการณ์และความเชื่อของคนแต่ละคนว่าโลกนี้มันทำงานยังไง ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์แต่ไปจำๆเขามาพูดก็เหมือนหนังสือรวมศัพท์คำคมมากกว่า เพราะสุดท้ายคุณจะลืมมันอยู่ดี 

Mental Model ที่นาวัลซื้อ

>วิวัฒนาการ (สิ่งมีชีวิตพยายามแก้ปัญหา)

>inversion (คิดกลับด้าน เช่น อยากประสบควาทสำเร็จ ไม่ใช่ต้องคิดให้ถูก แต่ต้องคิดให้ไม่ผิด)

>ทฤษฎีความซับซ้อน (ระบบต่างๆเกิดจากระบบเล็กๆมารวมกัน) 

>เศรษฐศาสตร์ (เศรษฐศาสตร์จุชภาค, ทฤษฎีเกม)

>principle agent problem (ทฤษฎีปัญหาตัวแทน ว่าคนเราย่อมอยากเอาสะดวกตัวเองสุด การรวมตัวเป็นกลุ่มแล้วมีตัวแทนที่จะตัดสินใจหรือขยับแทน เช่น ลักษณะของกรรมการบริษัท สุดท้ายทุกคนเอาประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง ยิ่งบ.ใหญ่คนยิ่งไม่สนใจเพราะตัวเองรู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบ.) https://themomentum.co/agency-problem-public-limited-company/

>ดอกเบี้ยทบต้น 

>คณิตศาสตร์เบิ้องต้น

>แคลคูลัส

>black swan https://www.longtunman.com/17469

>พิสูจน์ผิดได้ 

>ถ้าตัดสินใจไม่ได้ คำตอบคือ no

>วิ่งขึ้นเนิน (ถ้ามี2ช้อย แล้วดูเท่าๆกันให้เลือกอันที่ยากกว่าระยะสั้น) 

วิธีที่จะมี mental models (วิธีคิด)เยอะๆคือต้องอ่านเยอะๆๆๆๆ


เรียนรู้ที่จะรักการอ่าน และการอ่านไม่ใช่การวิ่งแข่ง ยิ่งหนังสือดียิ่งควรใช้เวลาให้มันซึมลงในใจ นาวัลอ่านหนังสือวันละชั่วโมง เขาไม่ได้มองว่าตัวเองอ่านเยอะ แต่มองว่าอ่านเป็นนิสัยซึ่งสำคัญกว่า เวลาอ่านหนังสือ นาวัลจะอ่านเรียงไปทีละบท แต่พอสักพักรู้สึกซ้ำเพราะหนังสือมักยกตัวอย่างซ้ำๆ เขาก็จะเลิกอ่าน บางทีที่เหลือก็อ่านผ่านๆเอา เพราะแค่2-3บทก็เข้าใจแล้ว เวลามีคนถามว่าอ่านเล่มนั้นยัง เขาจะบอกอ่านแล้ว แต่จริงๆอ่าน2บท แต่เข้าใจทั้งเล่มแล้ว และหนังสือจำพวกเขียนมาทำเงินก็ไม่ต้องไปอ่าน

เวลาอ่านและจะย่อยและจำสิ่งที่อ่านให้ได้ก็ใช้การเอาไปสอนหรือเล่าให้คนอื่นฟังอีกต่อ หนังสือที่ควรอ่านคือให้เน้นพื้นฐานอย่างเช่นเศรษฐศาสตร์ก็อ่านเศรษฐศาสตร์จุลภาคก่อน, ถ้าสนใจการเมืองซึ่งเขาไม่ได้สนใจเท่าไหร่ให้ไปเริ่มที่อดัมสมิธหรือคาร์ล มากซ์ , ถ้าสนใจวิวัฒนาการก็ไปเริ่มที่ชารลส์ ดาวิ่น ก่อน ริชาร์ด ดอวกิ้น 

กล่าวคือให้ไปเริ่มที่ต้นตำรับก่อน อย่าไปเริ่มที่ทฤษฎีที่คนรุ่นหลังสรุปมาให้แล้วว่าจริงๆมันควรจะเป็นยังไง เค้ามองว่าพื้นฐานนั้นสำคัญมาก ถ้าพื้นฐานมั่ว อ่านต่อไปในระดับแอดวานซ์จะมั่วขึ้นเรื่อยๆ จึงมองว่าควรเริ่มจากคณิตและวิทย์ เพราะ1+1 =2 ไม่มีคนค้าน 

ปัญหาของคนในยุคปัจจุบันคือใช้โซเชียลมีเดียจนไม่สามารถอ่านหนังสือได้  ความรู้ต่างๆถูกย่อให้เหลือขนาดพอดีคำจนพอไปอ่านหนังสือก็ไปตอบไม่ได้และบางคนก็จะอ่านค้างอยู่ที่หน้าใดหน้าหนึ่งแล้วสุดท้ายก็เลิกอ่านไปเลย นาวัลสังเกตว่าการที่เขาใช้โซเชียลมีเดียแล้วเสพติดโดปามีนทั้งที่จริงจริงตัวเองแค่พิมพ์อะไรไปสั้นๆแล้วก็คอยนั่งดูการที่คนมาไลค์หรือว่ารีทวิตสิ่งที่ตัวเองเขียนไป แต่สุดท้ายตัวเองก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเลยเป็นโศกนาฏกรรมอย่างยิ่ง สุดท้ายเขาจึงกลับไปเลือกอ่านหนังสือดีกว่า เขาแนะว่าให้อ่านสิ่งที่กลัว เช่น กลัวเลข กลัววิทย์ให้อ่านจนกว่าจะแตกฉาน อ่านจนไม่กลัวหนังสือประเภทใดในห้องสมุดอีกแล้ว 


*************

part 2 : ความสุขเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้

ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกันไม่เหมือนกันสำหรับบางคนอาจจะบอกว่าเป็นสภาวะ flow บางคนก็บอกว่าเป็นสภาวะที่ชอบใจ บางคนก็บอกว่าเป็นความรู้สึกเพียงพอ สำหรับเขาแล้วมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้เค้าเชื่อว่าความสุขเป็นสภาวะปกติ ความสุขจะอยู่ตรงนั้นเมื่อคุณขจัดความรู้สึกที่ว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไปในชีวิตออกไปได้

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการมีความปรารถนาอยู่เสมอ  ไม่อยู่ที่อนาคตก็เสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แต่ถ้าเราอยู่ในปัจจุบันขณะเราจะมีความเงียบภายในเกิดขึ้น และเมื่อเรามีสิ่งนั้นเราก็จะรู้สึกเพียงพอ และรู้สึกมีความสุขได้

บางคนเข้าใจผิดเข้าใจผิดคิดว่าความสุขคือการคิดบวกหรือการกระทำที่เป็นบวกแต่สำหรับตัวเค้าแล้ว  ความคิดบวกมันจะมาพร้อมความคิดลบเสมอ เต๋าเต้อจิง(เล่าจื๊อ) ได้กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดโดยรวมก็คือทุกอย่างล้วนเป็นทวิภาวะ คือมีสองขั้ว ถ้าเราพูดว่าเรามีความสุขแสดงว่าก่อนหน้าที่จะมีความสุขเราก็เศร้า ถ้าเราพูดว่าเรา หน้าตาดีแสดงว่ามีคนหน้าตาขี้เหร่ ทุกความความคิดบวกมีเมล็ดพันธุ์ของความคิดลบอยู่ภายใน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตมันมักเกิดจากความทุกข์โศกมาก่อน แต่สำหรับนาวันแล้วความสุขไม่ใช่การคิดบวกแล้วก็ไม่ใช่การคิดลบด้วยแต่มันเป็นการปราศจากความปรารถนาโดยเฉพาะความปรารถนาต่อสิ่งภายนอก ยิ่งมีความปรารถนาน้อยลงเท่าไหร่ก็ยิ่งยอมรับกับสภาวะ ณ ปัจจุบันได้มากขึ้นเท่านั้น มากเท่าไหร่ที่จิตหยุดเคลื่อนไหวไปที่อนาคตหรืออดีตก็ยิ่งอยู่กับปัจจุบันและก็ยิ่งมีความสุขความพึงพอใจมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเราพูดว่า “ โอ้ฉันมีความสุขจังในตอนนี้” เราก็จะอยากมีความสุขไปตลอดแต่เมื่อความสุขหมดแรงก็กลายเป็นความเศร้าอีก จิตของเราพยายามที่จะยึดเกาะอยู่กับอะไรบางอย่างอยู่เสมอมันพยายามสร้างสถานการณ์ที่คงทนถาวรจากสิ่งที่ไม่ถาวร

ความสุขของเขาหลักๆ คือ การไม่ทุกข์  ไม่ปรารถนา ไม่คิดมากเกินไปเกี่ยวกับอนาคตและอดีต โอบรับปัจจุบันขณะอย่างที่มันเป็นจริงๆ

นาวัลก็ทำสมาธิเหมือนกันและมันช่วยเรื่องอารมณ์น้อยมากๆ เหมือนคนฝึกยกดัมเบล1กิโล แต่เวลาที่มีอะไรมีอะไนขัดใจมันเหมือนคนโยนลูกตุ้มใส่หน้า ก็โกรธอยู่ดี แต่เขาก็บอกว่า มันยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย สิ่งที่เขาทำคือ ลดอัตตาตัวตนตัวเอง, ลดเสียงในหัวที่คุยกับตัวเอง, ไม่สนใจสิ่งที่ไม่เป็นสาระ, ไม่ยุ่งการเมือง, ไม่สุงสิงกับคนไม่มีความสุข, ให้ค่ากับเวลาตัวเอง, อ่านปรัชญา, ทำสมาธิ, คบหากับคนที่มีความสุข ทั้งหมดนี้คือวิธีที่เขาฝึกฝนให้ตัวเองมีความสุขได้ 

ความสุขฝึกได้ เรายอมรับให้เสียงในหัวเป็นความจริงของเราแต่ถ้าเราเป็นอิสระและไม่คิดว่าอดีตที่เกิดขึ้นกับเราหรือตัวตนของเราเป็นความจริงในขณะนี้ (เพราะตัวเราใจเราเปลี่ยนแปลงตลอด)ก็จะเป็นอิสระจากมันและสามารถอยู่กับปัจจุบันซึ่งนำไปสู่ความสุขได้ 

ฝึกการอยู่กับปัจจุบัน นาวัลไม่เชื่อในอดีตของตน ความเชื่อ ผู้คน การงาน ไม่เชื่อเลย ความทุกข์มันเกิดมาจากการเปรียบเทียบกับอดีตทั้งสิ้น การตื่นรู้ไม่ได้ได้มาจากการนั่งบนภูเขา30ปี แต่มาจากการรับรู้แต่ละขณะ จะมีความสุขก็ต้องมีคงามสงบสุขในใจด้วย ถ้าเรามีเป้าหมายภายใน เช่น แค่อยากทำอะไรสักอย่าง แค่ได้ทำมันเราก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้าเรามีเป้าหมายภายนอก เช่น “สังคมต้องการให้ฉันเป็นแบบนี้” หรือ “ ฉันเป็นลูกคนโตฉันจึงต้องทำแบบนี้” ก็จะมีแต่ภาระในใจ เพราะใจมีแต่วิ่งวุ่นไม่สามารถหยุดนิ่งได้เลย ไม่เคยนั่งนิ่งๆและ ”ไม่ทำอะไร“ จริงๆได้ 

ยิ่งมีความปรารถนาก็ยิ่งทุกข์ โดยเฉพาะความปรารถนาภายนอก อยากได้รถ ได้บ้าน ได้แฟน ได้คะแนน เพราะยิ่งมีก็ยิ่งอยากไปเรื่อย 24 ชม ไม่มีวันพัก การมีความปรารถนาใดก็เหมือนเราเซ็นสัญญาที่จะไม่มีความสุขจนกว่าจะได้มาซึ่งนั้นไปแล้ว นาวัลไม่ได้บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลย เขาก็มองว่าควรทำเพราะยังไงเราก็อยู่ในโลกเดียวกันกับคนอื่นอยู่ดี แต่ให้ทำในสิ่งที่เราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนั้นเท่านั้นเอง 

ประสบความสำเร็จก็ไม่ได้แปลว่ามีความสุข ความสุขมันได้มาจากการพึงพอใจในสิ่งที่เรามี แต่ความสำเร็จมันมาจากการไม่พอใจสิ่งที่มี นาวัล เคยลำบากมาก่อนแต่เมื่อมีสิ่งของและสถานะทางสังคมมากพอแล้วเขาก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ได้นำมาซึ่งความสุขและตัวเขาก็ชินกับสิ่งที่มีอย่างรวดเร็ว เลยมาทำให้เขาสนใจภายในมากกว่าการประสบความสำเร็จจากภายนอกสำหรับนาวัลคนที่ก้าวออกจากเกมได้นับเป็นผู้ประสบความสำเร็จเพราะเขาไม่ต้องการอะไรจากใครอีกแล้ว คนพวกนี้อยู่อย่างสงบสุขและก็สุขภาพดี และไม่ว่าจะทำเงินได้มากขึ้นหรือน้อยลงเมื่อเทียบกับคนถัดไปที่จะมาแทนที่เขาก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อสภาพจิตใจของพวกเขาเหล่านี้ ถ้าเอาคนที่เก่าแก่ขึ้นไปกว่านั้นเค้าจะนึกถึงพระพระพุทธเจ้าหรือกฤษณะมูรติ นาวัล มองว่าคนเหล่านี้ก้าวออกจากเกมได้อย่างแท้จริงโดยไม่สนใจการแพ้หรือชนะ

มีคำพูดของ Blaise Pascal กล่าวเอาไว้ว่าปัญหาของมนุษย์ทุกคนเกิดขึ้นก็เพราะพวกเขาไม่สามารถนั่งอยู่ในห้องเงียบเงียบกับตัวเองคนเดียวได้ นาวัลคิดว่า ถ้าคนที่ทำแบบนั้นได้ซัก 30 นาทีก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าเรามีความสงบสุขจากภายในสู่ภายนอกก็ย่อมมีความสุขด้วยอย่างแน่นอนแต่ความสงบนั้นเป็นสิ่งที่อยากจะได้มา เหมือนกับมองหาสันติภาพจากสงคราม พอเราทำธุรกิจก็เหมือนไปรบ หรือการอยู่ร่วมกับใครสักคนแล้วคาดหวังให้เขาทำอะไรแค่นั้นก็เหมือนไปรบแล้ว ความจริงก็คือการมีความสงบในใจมันไม่ได้คงอยู่ถาวรแต่มันไหลและเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าเราจะต้องไปแก้ปัญหาภายนอกของตัวเองเพื่อที่จะได้มาซึ่งความสงบสุขคงจะไม่มีวันทำได้แต่เราต้องมีความสงบสุขจากภายในต่างหาก

ยิ่งมากเท่าไหร่ที่เราปล่อยให้สังคมบอกว่าเราควรทำแบบนี้หรือแบบนั้นเราก็ยิ่งไม่มีความสุข จริงอยู่ที่เราก็เหมือนกับผึ้งหรือมดที่เป็นสัตว์สังคม แต่ทุกวันนี้มนุษย์มีแต่จะแข่งกับคนอื่นๆแต่เราไม่รู้การแข่งขันกับตัวเองอีกแล้ว ในชีวิตจริงของเรามันเป็นเกมที่เราเล่นคนเดียว เกิดมาคนเดียวและก็จะตายคนเดียวทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตีความของคุณเพียงคนเดียว ทุกอย่างที่คุณคิดมันจะจางหายไปภายในคนสามรุ่นแล้วก็จะไม่มีใครสนใจหรือรู้จักคุณอีก

การมีความสุขเป็นการสร้างลักษณะนิสัย มันคือการลองผิดลองถูก อาจจะลองนั่งสมาธิดูก็ได้ อาจจะเป็นการนั่งสมาธิแบบตันตระหรือวิปัสสนา เป็นการปฏิบัติ 10 วันหรือแค่ 20 นาทีหรือถ้าทั้งหมดมันไม่ได้ผลเลยก็ลองไปฝึกโยคะดู ไปเล่นว่าว ออกกำลังกาย แข่งรถ ทำอาหาร เราต้องลองหาว่าอะไรมันได้ผลสำหรับเรา สิ่งที่นาวัลเรียนรู้คือ placebo effect ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับเขาพอใจมันได้ทุกอย่างก็ได้ไปเอง

การฝึกที่จะมีความสุขก็ต้องเริ่มจากการสร้างพฤติกรรมดีดี การงดเว้นแอลกอฮอล์จะทำให้อารมณ์มั่นคงขึ้น การงดเว้นน้ำตาลก็เช่นกัน การไม่เล่นโซเชียลมีเดียก็เช่นกัน การเล่นวิดีโอเกมจะทำให้คุณมีความสุขในระยะสั้นแต่ในระยะยาวมันจะทำลายความสุขของคุณเพราะเราเสพติดโดปามีน คาเฟ่อีนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแลกความสุขระยะยาวเพื่อเพื่อความสุขระยะสั้น หลักๆแล้วคุณจะต้องทดแทนพวกพฤติกรรมแย่แย่ด้วยพฤติกรรมดีดี จะต้องสร้างcommitment ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมรวมถึงเลือกว่าคุณจะใช้เวลาอยู่กับคนจำพวกไหนมากที่สุด

มีทฤษฎีที่ชื่อว่า “ ทฤษฎีลิงห้าแบบ” ว่าด้วยการที่เราสามารถพยากรณ์พฤติกรรมของลิงได้จากการสังเกตว่ามันใช้เวลากับลิงค์อีกห้าตัวแบบไหนมากที่สุด นาวัล บอกว่ามันก็ประยุกต์ใช้กับมนุษย์ได้เหมือนกัน คนที่มีความสุขจะตั้งใจเลือกลิงห้าตัว ให้ถูกต้องกับตัวเอง อย่าไปสุงสิงกับคนที่ชอบสร้างความขัดแย้ง ถ้าไม่สามารถเห็นภาพตัวเองร่วมงานกับคนคนนั้นได้ไปตลอดชีวิตก็อย่าทนทำงานกับเขาแม้แต่วันเดียว

เคล็ดลับ

-เมื่อพบว่าตัวเองกำลังตัดสินใครให้ลองปรับมุมมองว่าเราจะตีความแบบแง่บวกได้ยังไง ตอนแรกมันจะน่ารำคาญแต่พอทำไปเรื่อยเรื่อยเราก็จะคิดบวกได้จริงๆและเร็วขึ้นเรื่อยๆ

-เมื่อพบว่าตัวเองกำลังปรารถนาอะไรบางอย่างให้ถามกับตัวเองว่ามันสำคัญมากพอที่ฉันจะแลกการไม่มีความสุขกับมันได้เลยไหม ซึ่งซึ่งส่วนมากคำตอบก็คือไม่ได้ไม่แลก

-ยิ่งตัดสินคนอื่นมากเท่าไหร่ตัวเองก็จะยิ่งแปลกแยกจากคนอื่นมากเท่านั้น เพราะเมื่อเราคิดว่าตัวเองนั้นดีกว่าคนอื่นสุดท้ายก็จะยืนอย่างโดดเดี่ยว คุณจะเห็นเรื่องไม่ดีรอบตัว โลกจะสะท้อนความรู้สึกของคุณกลับมาคุณเอง

-เอาเวลาของความสุขกลับมาโดยการลดการใช้สมาร์ทโฟน อย่าง ไม่มีข้อยกเว้น

-ยิ่งมีความลับมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีมีความสุขน้อยเท่านั้น

-ถ้าตกอยู่ในความวุ่นวายใจให้ทำสมาธิ ฟังเพลง ออกกำลังกาย

-“ ลู่วิ่ง แห่งความสุข” จะส่งผลรุนแรงมากกว่ากับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเช่น  บ้าน รถ เสื้อผ้า เงิน แต่จะน้อยกว่ากับสิ่งที่มาจากธรรมชาติ เช่น อาหาร การออก กำลังกาย เซ็กส์

-คิดบวกเข้าไว้

-การเมือง วิชาการ สถานะสังคม ล้วนแล้วแต่เป็นเกมที่ต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะนั่นแปลว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว

ให้เปลี่ยนนิสัยเสีย 

-เลือกความปรารถนาอย่างนึง จินตนาการให้ชัดเจนเป็นภาพ

-วางแผนที่มั่นคง

-ระบุความต้องการ ตัวเร่ง ตัวแปร

-บอกเพื่อนเพื่อบังคับให้ตัวเองทำให้ได้

-ติดตามอย่างละเอียด

-สร้างวินัย

ที่นาวัลให้เลือกแค่อย่างเดียวก่อนเพื่อไม่ให้ว่อกแว่ก มันเป็นการยากมากที่จะอยู่กับปัจจุบันถ้าคุณกำลังคิดอยู่รวมทั้งความคิดที่ว่าฉันต้องทำสิ่งนี้ฉันจะต้องเปลี่ยนสิ่งนั้น เขามีหลักว่าเรามีตัวเลือกสามอย่าง

1 เปลี่ยนมัน 2 ยอมรับมัน 3 เดินออกมาจากมัน สิ่งที่แย่ที่สุดคือการนั่งอยู่กับที่ไม่ทำอะไรแล้วคาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนหรือคาดหวังว่าตัวเองจะเดินจากมันออกมาแต่ก็จากมันไม่ได้แล้วก็ยอมรับมันไม่ได้ด้วย 

การยอมรับสำหรับเขาก็คือการยอมรับไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไงก็ตาม  เราไม่ได้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการเสมอไปแต่อะไรเกิดขึ้นมาแล้วก็ล้วนแล้วแต่ดีที่สุดทั้งนั้น ยิ่งคุณยอมรับความเป็นจริงได้เร็วเท่าไหร่คุณก็ยิ่งปรับตัวได้เร็วเท่านั้น การฝึกที่จะยอมรับเป็นเรื่องยากแต่นาวัลมีเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ

1 ถอยออกมาจากปัญหาแล้วมองย้อนกลับไปถึงความทุกข์โศกที่มีในชีวิตแล้วเขียนมันออกมา ไม่ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เลิกกับใครสักคน ครั้งสุดท้ายที่ธุรกิจที่สร้างมามันพังลง ครั้งสุดท้ายที่มีปัญหาสุขภาพ ตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น เมื่อทำแบบนี้จะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าเราเติบโตและพัฒนามาจากจุดนั้นได้ยังไงบ้าง

2 ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โตอะไรเค้าจะใช้เทคนิคการถามตัวเองว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลดีกับตัวของเขาอย่างไรบ้าง แม้แต่การไปสายในประชุมเขาก็เอามาถามตัวเองได้ว่ามันให้ผลดีกับตัวเองอะไรได้บ้าง เช่น อย่างน้อยก็ได้พักผ่อนและมองดูนกชั่วครู่หนึ่ง และเขาสามารถใช้เวลาน้อยลงกับการประชุมที่น่าเบื่อ ต่อให้ไม่สามารถคิดเรื่องบวกได้เลยเขาก็บอกกับตัวเองว่าสงสัยจักรวาลจะพยายามสอนอะไรบางอย่างกับเขาอยู่ งั้นเค้าจะฟังและเรียนรู้ แม้กระทั่งเมื่อมีคนส่งรูปหรือข้อความมาให้เขาเป็นร้อยๆตอนแรกเค้าก็รำคาญว่าทำไมไม่มีมารยาทเลยแต่เพราะฝึกให้หาวิธีคิดบวกจากสถานการณ์ให้ได้เขาก็หันมาเลือกภาพห้ารูปที่ดีที่สุดจากกองพวกนั้นถือซะว่าได้ฝึก การตัดสินใจให้ตัวเอง พอทำแบบนี้เป็นปี เค้าก็ทำมันได้รวดเร็วขึ้นและแข็งแรงขึ้น

เค้ามองว่าชีวิตคนเรามันสั้นมาก ถ้าเป็นคนมีศาสนาเราเชื่อในชีวิตหลังความตายงั้นคุณก็จะได้รับการดูแลตามความเชื่อของคุณ แต่ถ้าไม่มีศาสนาก็อาจจะมีลูกมีหลาน มีการงานที่จะมีคนมาสืบทอด แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่มีการสืบทอดอะไรทั้งนั้น สุดท้ายแล้วมนุษยชาติก็จะกลายเป็นฝุ่น ทั้งหมดเป็นแค่เกม แล้วทำไมเราไม่เล่นเกมให้มันสนุก ทำไมไม่ตีความมันเป็นเรื่องบวกเข้าไว้ ขณะที่คุณไม่ได้กำลังมีความสุข คุณก็ไม่ได้อย่างประโยชน์ให้กับใครเหมือนกัน ทั้งหมดที่คุณทำก็แค่ใช้เวลาอันมีค่าอย่างเปล่าประโยชน์ ทุกครั้งที่เขาตกอยู่ในการต่อสู้กับอีโก้ของตัวเอง เค้าจะระลึกถึงการที่อารยธรรมทั้งหมดมันผ่านมาเราก็ผ่านไป ชาวสุเมเรียนเคยยิ่งใหญ่แต่ก็ล่มสลายไปหมดแล้ว 

______________________

รักษาตนเอง  เพราะหมอไม่ได้ทำให้คุณสุขภาพดี นักโภชนาการไม่ได้ทำให้คุณผอม ครูไม่ได้ทำให้คุณฉลาด ผู้รู้ไม่ได้ทำให้คุณสงบ โค้ชไม่ได้ทำให้คุณรวย เทรนเนอร์ไม่ได้ทำให้คุณแข็งแรง ทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของคุณเองที่จะต้องรักษาตัวเอง

เลือกที่จะเป็นตัวของตัวเอง แทนที่จะนั่งทำโน้ตว่าตัวเองต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้  สิ่งเดียวที่คุณควรควรทำก็คือทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ ถ้าอยากจะเป็นต้นแบบหรือต้นตำรับของอะไรซักอย่างคุณจะต้องมีความหมกมุ่นในเรื่องอะไรบางอย่างมากพอจริงๆ

เลือกที่จะแคร์ตัวเอง สิ่งที่นาวัลให้ความสำคัญเหนือยิ่งกว่าความสุข ครอบครัว การงาน ก็คือสุขภาพร่างกายของเขา อันดับถัดมาก็คือสุขภาพใจ อันดับถัดมาก็คือสุขภาพของจิตวิญญาณ ถัดมาจึงเป็นสุขของครอบครัว ถัดมาจึงเป็นความสะดวกสบายของครอบครัว หลังจากนั้นอยากทำอะไรก็ทำแล้ว

เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้ต้องเช็คโทรศัพท์มือถือทุก 5 นาที  แล้วอารมณ์ก็ต้องสวิงไปมาเพราะเดี๋ยวก็ชอบอะไรบางอย่าง และก็ไม่พอใจอะไรบางอย่าง ส่งผลให้เรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตื่นตระหนกและวิตกกังวลอยู่เสมอ มีหลายอย่างที่เราต้องปฏิเสธทั้งที่ยีนส์ของเราอยากจะตอบรับ เช่น อยากกินน้ำตาล อยู่ในความสัมพันธ์นี้ อยากดื่มแอลกอฮอล์ อยากใช้ยาเสพติด ร่างกายเราไม่รู้วิธีปฏิเสธอีกแล้ว

พฤติกรรมที่ให้ผลในทางบวกที่สุดในชีวิตของเขาคือการออกกำลังกายในตอนเช้า  มันทำให้เขาสุขภาพดีขึ้นและเด็กลงมากจริงๆ ทุกคนมักจะพูดว่าตนเองไม่มีเวลาแต่จริงๆก็คือพวกเขาไม่สร้างลักษณะนิสัยที่ดีให้กับตัวเองต่างหาก เวลาที่พูดว่าไม่มีเวลาความจริงก็คือคุณไม่ได้ให้ความสำคัญมันเป็นลำดับต้นก็เท่านั้นเอง (priority) ถ้าคุณให้ความสำคัญกับอะไรคุณก็จะไปทำมันอยู่ดี และถ้าคุณให้ความสำคัญมากถึง 10 หรือ 15 อย่างสุดท้ายก็จะทำอะไรไม่ได้เลยซักอย่างเพราะนั่นก็คือคุณไม่ได้ให้ความสำคัญมัน

นาวัลจะไม่เริ่มวันเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้ออกกำลังกายต่อให้โลกจะแตกก็ช่างมัน ขอแค่ 30 นาทีที่จะออกกำลังกายก็พอ เขาถือคติเดียวกันกับโค้ชฟิตเนสของเขาว่า  เลือกทางง่ายชีวิตยาก เลือกทางยากชีวิตง่าย อะไรที่เหมือนทำได้ยากแต่ทำตอนนี้เลยชีวิตจะง่ายขึ้นมาก

การทำสมาธิและความแข็งแกร่งของจิตใจ ลมหายใจเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่มันเป็นระบบอัตโนมัติของร่างกายแต่คุณยังสามารถบังคับควบคุมมันได้  มีหลายเคสทางการแพทย์ที่คร่อมกับเรื่องทางจิตวิญญาณในคนที่สามารถควบคุมร่างกายของพวกเขาได้ในระดับพิเศษ แม้กระทั่งบางระบบของร่างกายที่มันควรจะเป็นระบบอัตโนมัติก็ยังควบคุมได้ เพราะจิตเป็นสิ่งที่มีอำนาจอย่างมาก สมองส่วนหน้าของคุณส่งสัญญาณไปที่สมองส่วนหลังแล้วสมองส่วนหลังก็ส่งต่อไปยังร่างกายที่เหลือทั้งหมด คุณทำสมาธิได้ด้วยการหายใจ ลมหายใจที่รีแล็กส์ จะบอกร่างกายว่าคุณปลอดภัยแล้ว แล้วสมองส่วนหน้าก็จะไม่ต้องคุ้ยหาทรัพยากรและตรวจช่วยอย่างที่มันทำมาตลอด เขาไม่ได้พูดถึงขนาดว่าจะเอาชนะทุกการเจ็บป่วยได้ถ้าเราสามารถสั่งการสมองได้ แต่การทำสมาธิก็ช่วยได้หลายอย่าง

นาวัลแนะนำพ็อดคาสท์ของ Tim Ferriss and Wim Hof คือคนที่สามารถนั่งในถังน้ำแข็งและว่ายน้ำเย็นในระดับสถิติโลก เขาไม่เพียงแต่มีร่างกายที่แข็งแรงมากแต่ยังเป็นคนใจดีและมีความสุขอีกด้วย เขาเชื่อว่ามนุษย์เราแยกจากวิถีทางธรรมชาติมากเกินไป ทั้งสวมเสื้อผ้า กินอาหาร ติดอยู่ในที่อุ่นสบาย ไม่ได้สัมผัสอากาศหนาวทั้งที่อากาศหนาวสามารถกระตุ้นภูมิภูมิคุ้มกันได้ดี ตัวนาวัลเองก็แนะนำการแช่น้ำแข็ง ตอนแรกเค้าต่อต้านความคิดนี้มากแต่วิมก็เป็นแรงบันดาลใจให้ลองดู เค้าก็เลยลองพร้อมกับวิธีการหายใจที่วิมสอน เขารู้สึกดีมากๆตอนแรกก็กล้าๆ กลัวๆ แต่ตอนนี้ยิ่งได้ยินเสียงในหัวบอกว่ามันจะหนาวนะ เค้าก็ยิ่งต้องเดินเข้าไปสู้กับเสียงในหัว 

เขาเรียนรู้บทเรียนที่สำคัญว่าความทุกข์เศร้าของมนุษย์มักมาจากการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าความจริง  ความหนาวนั้นมันเป็นแค่ในตอนแรกแต่เมื่อเข้าไปแล้วมันก็ไม่ได้ทรมานอะไร ก็แค่ความหนาวเย็นเท่านั้นเอง ร่างกายบอกว่าหนาว ก็รับรู้และยอมรับมันไป แต่ไม่จำเป็นต้องทุกข์โศกฟูมฟายกับมัน อาบน้ำเย็น 2 นาทีไม่ตายหรอก การทำสมาธิเป็นเหมือนการฟาสติ้งให้จิต การเสพน้ำตาลมากเกินไปทำให้ร่างกายอักเสบ การมีสิ่งกระตุ้นเร้ามากเกินไปทำให้จิตใจอักเสบ ลองแยกตัวออกมาตามลำพังแล้วสำรวจตัวเองผ่านการทำสมาธิดูบ้าง 

การฝึกสมาธิก็เหมือนการรับประทานอาหารอย่างมีคุณภาพ คนพูดเหมือนรู้ว่าทำอย่างไรแต่แทบไม่มีสักคนที่ทำมันอย่างต่อเนื่อง ตัวนาวัลเองก็เคยลองมาสี่ห้าแบบแล้ว อันที่เขาคิดว่าได้ผลดีที่สุดเรียกว่า “ การรับรู้แบบไม่ตัดสิน” ซึ่งสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันและก็ไม่ต้องไปพูดคุยกับใครเลยด้วย นั่นคือการฝึกที่จะแค่รับรู้แต่ไม่ตัดสิน นาวัลพบว่า 90% ของความคิดของเขามีที่มาจากความกลัวส่วนอีก 10% อาจจะมาจากความปรารถนา แต่การฝึกสมาธินี้คือการไม่ตัดสินอะไรเลยก็แค่ยอมรับที่เป็นแบบนั้น ยอมรับที่ตัวเองเป็นแบบนั้น ทำซัก 10 ถึง 15 นาทีต่อวันก็รู้สึกว่ามีความสงบสุขเกิดขึ้นในใจมากขึ้น

การทำสมาธิแบบภาวนาก็ได้ผล  เหมือนกับการสวดภาวนาจะสามารถสร้างไวท์นอยซ์ ในหัวของตัวเองจนมันกลบความคิดไป ขณะที่คุณมองความคิดของตัวเองและเห็นว่ามันมีที่มามาจากความกลัวมากและปล่อยแค่ไหน ขณะที่คุณระลึกถึงความกลัวโดยไม่พยายามจะหลบหนีมัน ชั่วขณะนั้นแหละที่จิตได้เงียบลง และเมื่อจิตของคุณเงียบลงก็จะเป็นขณะที่คุณเลิกเอาเปรียบสิ่งรอบตัว เริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆว่าตัวเองอยู่ในที่ที่สวยงามและอยากขอบคุณสิ่งรอบตัวมากขนาดไหน ถ้ามีขนาดสั้นสั้นที่คุณเลิกพูดถึงตัวเอง เลิกหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตัวเอง คุณจะรู้ว่าชีวิตนี้ก็ค่อนข้างดีเหมือนกัน ควรทำสมาธิขณะอยู่บนเตียงด้วย เพราะไม่ว่าจะเข้าสู่สภาวะสมาธิได้อย่างดีหรือง่วงจนหลับไปก็ถือเป็นข้อดีทั้งสองทาง

อีกวิธีก็คือแค่นั่งแล้วก็หลับตาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน  ยอมรับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นมาในใจไม่ต้องพยายามทำอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องพยายามต่อต้าน ถ้ามีความคิดก็ปล่อยให้ความคิดมันวิ่งไป ต่อให้ระลึกได้ถึงปมในวัยเด็กหรือสิ่งที่เกาะร่างสร้างตัวมาเป็นคุณ ไม่ว่าจะความผิดพลาด ความกลัวหรือความปรารถนา ก็ปล่อยมันไป

เขาแนะนำให้ทำสมาธิ 1 ชั่วโมงทุกเช้า  เค้าแนะนำแนะนำให้ทำติดต่อกัน 60 วัน หลังจากครบ 60 วันแล้วคุณเหนื่อยกับการฟังเสียงของหัวใจตัวเอง คุณแก้ปัญหาไปได้หลายอย่างแล้วก็ได้ยินมันมากพอที่จะมองเห็นทะลุความกลัวและปมภายในใจตัวเอง การทำสมาธิไม่ใช่เรื่องยากก็แค่นั่งหลับตาแล้วก็บอกว่าฉันจะพักซัก 1 ชั่วโมง ถ้ามีความคิดเกิดขึ้นก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้น ไม่ต้องไปต่อสู้ และไม่ต้องโอบกอด หรือรักมันเอาไว้ด้วย ไม่ต้องขยี้ความคิดนั้น และไม่ปฏิเสธมัน ก็แค่นั่งหลับตาและไม่ทำอะไรเลย

คนเราไม่รู้ว่าตัวเองสามารถควบคุมการตีความการรับรู้ของตนต่อโลกใบนี้ได้  โอโช่ผู้ยิ่งใหญ่ได้บรรยายเอาไว้ในหัวข้อเกี่ยวกับเกี่ยวกับยาเสพติดและจิตวิญญาณว่า คนเราใช้สารเสพติดไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ เห็ดเมา หรือกัญชา ก็เพื่อควบคุมสภาวะอารมณ์และจิตใจของตัวเอง บางคนดื่มเพราะอยากจะไม่แคร์ หรือใช้สารมึนเมาเพราะอยากจะลอยไป พวกที่ใช้เห็ดเมาก็อยากจะอยู่กับปัจจุบันหรือไม่ก็เชื่อมต่อกับธรรมชาติ แรงจูงใจในการใช้สารเสพติดก็เป็นเรื่องจิตวิญญาณ คนที่ไม่ใช้สารเสพติดแต่เสพติดกีฬาที่ตื่นเต้นก็ด้วยเหตุเดียวกัน มันคือสภาวะที่คนอยากออกจากความคิดของตัวเอง อยากพัฒนาประสาทสัมผัสเพื่อออกจากเสียงในหัวของตัวเอง

ตัวนาวัลไม่ได้อยากจะมีอีโก้แข็งขึ้นเรื่อยเรื่อยเมื่ออายุมากขึ้น เขาหวังว่าตัวเองจะนุ่มนิ่มขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเพื่อที่จะอยู่กับปัจจุบันในทุกๆวันได้มากกว่า ยอมรับธรรมชาติและโลกอย่างที่มันเป็น

การฝึกสมาธิไม่ใช่คุณจะมีพลังวิเศษในการควบคุมสภาวะภายในของตนเอง  กับมันคือการรับรู้ว่าจิตใจของเรามันควบคุมไม่ได้ถึงเพียงไหน มันเหมือนลิงที่กระโดดข้ามกิ่งไม้ไปเรื่อย คุณจะต้องเห็นเจ้าลิงตัวร้ายนี้ตอนมันออกอาการแล้วตอบมาคุณก็จะเริ่มรู้สึกรังเกียจรำคาญมัน และเริ่มแยกตัวตัวเองออกจากมัน คุณจะเริ่มรู้สึกว่าคุณไม่อยากเป็นไอ้คนคนนั้นเลย ทำไมถึงควบคุมตัวเองไม่ได้ถึงเพียงนี้นะ การระลึกรู้สึกตัวแค่นี้ก็ทำให้คุณช้าลงแล้ว

นาวัลพยายามที่จะอยู่ในสภาวะawareness และไม่กลายเป็นลิงตัวนั้นที่คอยกังวล ตื่นตระหนก หวาดกลัวอยู่เสมอ   นาวัลเชื่อว่าคำสอนในศาสนาพุทธทำให้เราอยู่กับร่างกายและมีสติระลึกรู้ มากกว่าใช้ชีวิตแบบมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่ใช้เวลาส่วนมากอยู่กับคำพูดของตัวเองในหัวของตัวเอง เพราะมนุษย์ทั่วไปก็ถูกสังคมและแวดล้อมหล่อหลอมขึ้นมาเป็นตัวตน เจออะไรมาตอนเด็กก็เก็บบันทึกเป็นเรื่องที่ดีเรื่องที่แย่ ความจริงก็คือจิตก็เป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่สามารถฝึกฝนได้  มันเองก็ถูกสังคมฝึกฝนและควบคุมมาโดยตลอด เขาเชื่อว่าถ้าไปพิจารณาจิตของตัวเอง 24 ชั่วโมงก็จะสามารถแกะโค้ดอะไรบางอย่างได้และสามารถเขียนโปรแกรมขึ้นใหม่ยังไงก็ได้ตามแบบที่ตัวเองต้องการ และเขาเชื่อว่าเราสามารถทำสมาธิได้กับทุกทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งเฉยๆ อาบน้ำ ปีนเขา 

อารมณ์ความโกรธเป็นสิ่งไม่จำเป็นเลย  พอมองไปที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อเอาอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีออกไป ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่นับเป็นข้อผิดพลาดได้อีกอีกแล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละทุกอย่างมันต้องฝึกฝนเป็นพฤติกรรม แต่ก่อนเค้าก็ไม่เคยออกกำลังกายเหมือนกันแต่พอโค้ชให้ทำวันละนิดวันละหน่อยเขาก็ทำจนเป็นสิ่งประจำวันได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาทึ่งและได้เรียนรู้พลังของนิสัยสันดาน กว่าจะเปลี่ยนมันต้องใช้เวลาแต่ก็เป็นเรื่องที่เปลี่ยนได้

สิ่งหนึ่งที่กฤษณะมูรติเคยพูดไว้เกี่ยวกับการปฏิวัติภายในใจ  คือคุณควรมีจิตใจภายในที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าคุณจะบอกว่ากำลังจะทำหรือพยายามสร้างนิสัยใหม่ๆ ก็คือกำลังสำออยกันทั้งนั้น ความจริงก็คือถ้าจะทำก็ทำเลย ถ้าคุณมี self awareness จริงๆคุณจะรู้ว่าถ้าอยากจะทำมันจริงๆก็คงจะทำมันไปแล้ว

นาวัลแนะนำให้สร้าง commitment (คำมั่น)อย่างเช่น ถ้าคุณอยากเลิกบุหรี่ให้บอกทุกคนไปเลยว่าฉันเลิกบุหรี่แล้วนะ แต่ส่วนมากคนเราก็แค่พูดว่า อ๋อยังไม่เลิกขาดหรอก เพราะว่าจริงๆ เราไม่ยอมให้คำมั่นที่ตัวเองจะทำตาม มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะซื่อสัตย์กับตัวเองเราพูดออกไปเลยว่า “ โอเคฉันยังไม่พร้อมจะเลิกบุหรี่ ฉันชอบมันมาก ฉันว่าฉันทำมันไม่ได้” ถ้าอยากจะเลิกหรือสร้างนิสัยใหม่จริงๆเราสามารถพูดได้ว่า “ เอาละฉันตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้กับตัวเองขึ้นมาแล้ว ฉันจะลดลงในปริมาณเท่านี้ ฉันจะรับปากกับคนรอบตัวแบบนี้ แล้วจะให้เวลาตัวเองสามหรือหกเดือน จะต้องผ่านด่านนี้ให้ได้แล้วก็จะขยับไปสู่ด่านถัดไปเพื่อแก้แก้ไขให้ได้ในที่สุด” 

ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนก็แค่เปลี่ยนมัน  แต่คนส่วนมากไม่ได้อยากจะเปลี่ยนหรอก อย่างน้อยก็รับรู้ตามความเป็นจริงแล้วซื่อสัตย์กับตัวเอง พูดในสิ่งที่ตัวเองทำได้จะดีกว่า ถ้าอยากจะทำก็ทำเลยจะรอทำไม ชีวิตกำลังสั้นลงเรื่อยๆ

เลือกที่จะทำให้ตัวเองเติบโต นาวัลไม่เชื่อในการล็อกเป้า เชื่อตามคำพูดของสก็อต อดัมส์ ว่าให้ตั้งระบบไม่ใช่เป้าหมาย ใช้วิจารณญาณของคุณในการพิจารณาว่าแวดล้อมแบบไหนที่คุณสามารถอยู่ได้ แล้วก็สร้างแวดล้อมรอบตัวคุณให้เป็นระบบแบบนั้นจะประสบความสำเร็จ เค้าไม่ได้อยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่อยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในตัวเองขณะที่ทำงานหนักน้อยที่สุด ไม่ต้องเก่ง หรือประสบความสำเร็จทุกอย่างก็ได้ เขาย้ำเสมอว่าเคยเป็นเด็กยากจนในอินเดียมาก่อนและถ้าเขาทำได้ คนอื่นก็ทำได้ ในเมื่อมีมือมีแขนมีขาเหมือนกัน อาจจะมีข้อกำหนดบางอย่างที่คุณผ่านไปไม่ได้ แต่เมื่อคุณอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคุณอาจจะเอาชนะมันได้ ถ้ามีอะไรที่คุณอยากทำทีหลังให้ทำเลยตอนนี้

ถ้านาวัลจะต้องส่งต่ออะไรซักอย่างสองอย่างให้ลูกลูกเขาเลือกส่งต่อการอ่าน ให้อ่านทุกอย่างที่ทำได้ไม่ใช่แค่สิ่งที่สังคมบอกว่ามันดีหรือแม้แต่หนังสือที่ตัวเขาเองอยากให้ลูกอ่าน อยากให้ลูกอ่านเพราะอยากอ่านสิ่งนั้นจริงๆ พัฒนาความชอบที่มีต่อสิ่งนั้น ต่อให้เป็นนิยายรักหรือนิตยสาร หรือการ์ตูนก็ตาม นอกเหนือจากทักษะการอ่านก็มีทักษะทางคณิตศาสตร์และทักษะการโน้มน้าวผู้คน ทักษะทั้งสองอย่างนี้จะช่วยให้เราใช้ชีวิตในโลกความเป็นจริงได้ 

เลือกที่จะทำตัวเองให้เป็นอิสระ คนทุกคนต้องหาหนทางของตัวเอง เลือก และเฟ้น และทดลองว่ามันเหมาะกับตัวเองจริงๆไหม ตอนที่เขายังเป็นเด็กเขาให้ค่ากับอิสระอย่างมาก ทุกวันนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในสามสิ่งที่เขาให้ค่าเพียงแต่ว่าเค้าให้ความหมายของคำว่าอิสระต่างออกไปจากในวัยเด็ก ตอนเด็กเค้ามองว่าอิสระคือ มีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบ และทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตอนนี้อิสระที่เขามองหาคืออิสระภายในใจมากกว่า คือการเป็นอิสระจากสิ่งอื่นอื่น จากการโต้ตอบ จากการโกรธ จากการเศร้า เป็นอิสระจากการถูกบังคับให้ทำสิ่งต่างๆ

การเป็นอิสระจากความคาดหวัง ถ้าเราทำร้ายความรู้สึกใครเพราะเขามีความคาดหวังต่อเรา อันนั้นเป็นปัญหาของเขา แต่ถ้ามีการตกลงกันแล้วว่าจะทำแต่เราไม่ทำ อันนี้เป็นปัญหาของเรา

ความกล้าหาญไม่ได้อยู่ในอาวุธที่เรา แต่ความกล้าหาญที่แท้จริงคือการไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง คนที่รู้จักนาวัลเป็นระยะเวลานาน จะรู้ว่านิสัยของเขาเป็นส่วนผสมระหว่างการที่อดทนรออะไรไม่ได้เลยกับความยินดีที่จะทำ นาวัลไม่ชอบการรอและเขาเกลียดการเสียเวลาเป็นอย่างมาก เค้ารู้ว่าตัวเองมีชื่อเสียงในด้านลบตามปาร์ตี้ อีเวนท์ เวลาที่เขารู้สึกว่าเสียเวลาชีวิตจังเลยเขาก็จะกลับบ้านทันที เขาถือคติว่าจะไม่เสียเวลาทำให้คนอื่นมีความสุข ถ้าคนอื่นมีความสุขก็เป็นปัญหาของเขาไม่ได้เป็นปัญหาของเรา แต่ถ้าเรามีความสุขเราจะทำให้คนอื่นมีความสุขไปด้วย และเมื่อคนอื่นเริ่มถามว่าทำไมถึงดูมีความสุขจัง ตอนนั้นแหละที่พวกเขาจะสามารถเรียนรู้ได้ แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะต้องไปทำให้คนอื่นมีความสุข

การเป็นอิสระจากความโกรธ จงสังเกตตัวเองเมื่อมีความโกรธ ความโกรธคือการสูญเสียความควบคุมต่อสถานการณ์ ความโกรธคือการยอมไปแล้วว่าคุณจะทำให้ตัวเองมีทั้งอารมณ์และร่างกายที่เดือดจนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไป ความโกรธคือการทำร้ายตัวเอง คนโกรธที่พยามจะกดหัวคนอื่นให้มิดน้ำก็ทำให้ตัวเองจมน้ำไปในเวลาเดียวกัน

เป็นอิสระจากการเป็นลูกจ้าง  คือความสามารถความสามารถที่จะควบคุมชะตาชีวิตของตัวเองได้ อย่าปล่อยให้ใครมาบอกว่าเราจะต้องทำอะไร 

เป็นอิสระจากความคิดที่ควบคุมไม่ได้  นาวัลพยายามแก้ไขอยู่ ก็คือลิงในจิตใจที่เคยพูดถึง ถ้าคุณเดินไปบนถนนคนมากมายที่อยู่ข้างนอกนั่น บางคนกำลังคุยกับตัวเองอยู่ในหัว บางคนกำลังตัดสินทุกอย่างที่เขาเห็น บางคนกำลังฉายหนังซ้ำในหัวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาในเมื่อวานนี้ บางคนกำลังอาศัยอยู่ในโลกจินตนาการว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เขามองว่ามันไม่ดีเลยต่อความสุขของเจ้าตัว จิตใจควรจะเป็นบ่าวและเครื่องมือ ไม่ใช่เจ้านาย ลิงในใจไม่ควรเป็นฝ่ายควบคุมและขับเคลื่อนเราตลอด 24 ชั่วโมง นี่คือสิ่งที่เขาพยายามฝึกฝนอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากแต่ก็คงไม่ไม่มีวันจบสิ้นกับเส้นทางการค้นพบตัวเองไปเรื่อยเรื่อย บางทีมันอาจจะจบลงเมื่อเข้าถึงสภาวะตื่นรู้แต่ว่านาวัล คิดว่าตัวเองคงไม่ไม่มีวันจะไปถึงจุดนั้นได้ ทำได้แค่ระลึกรู้สึกตัวว่าตนเองเป็นเหมือนหนูที่อยู่ในการแข่งขัน

___________ 

นาวัลให้ความหมายของชีวิตไว้สามแบบ

1 เป็นเรื่องเรื่องส่วนตัวแต่ละคนต้องหาความหมายของตัวเอง ไม่ว่าอะไรที่คนอื่นตอบมาให้ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือตัวเขาก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งไร้สาระ อาจจะใช้เวลาเป็นปีหรือ 10 ปีที่จะหาคำตอบที่เราจะมีความสุขกับมันแล้วมันจะกลายมาเป็นรากฐานของชีวิตเรา

2 ไม่มีหรอกความหมายของชีวิต โอโช่กล่าวว่ามันเหมือนกับการเขียนอะไรซักอย่างบนน้ำหรือการสร้างบ้านบนทราย ความเป็นจริงก็คือคุณตายไปนานแล้วแล้วคุณก็จะตายต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณทำมันจะจางหายไป วันหนึ่งมนุษยชาติและทุกสิ่งก็จะสลายหายไป ต่อให้มีมนุษย์ต่างดาวมันก็จะหายไปเหมือนกัน มีแต่คุณที่จะต้องตัดสินใจว่านี่เป็นแค่ละครฉากหนึ่งที่เรากำลังเป็นผู้ชมหรือเปล่า ไม่มีรากฐานอะไรทั้งสิ้น ไม่มีความหมายอะไรซักอย่าง เค้าไม่เชื่อในชีวิตนิรันดร์ ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดที่จะให้เชื่อว่าเมื่อคุณมีชีวิต 70 ปีบนโลกใบนี้ แล้วจะไปมีชีวิตนิรันดร์ที่ไหนสักแห่งหลังจากตายไปแล้ว พระเจ้าบ้าบอที่ไหนจะตัดสินให้คุณมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์โดยอาศัยจากช่วงเวลาสั้นๆ ที่คุณมีอยู่บนโลก เค้าคิดว่าชีวิตหลังความตายคงจะเหมือนกับตอนก่อนที่เราจะเกิดมานั่นแหละ ก่อนที่คุณจะเกิดมาคุณไม่ได้สนใจอะไรซักอย่าง ไม่มีตัวเอง ไม่มีคนอื่น ตายไปก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

3 ชีวิตคือเอนโทรปี กฎข้อสองของเทอร์โมไดนามิกบอกว่าเอนโทรปีมีแต่จะขึ้น นั่นหมายความว่าความเจ็บป่วยทั้งหลายในจักรวาลมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น พลังงานอันเป็นอิสระมีแต่จะลดลง ในกระบวนการนี้ เราทั้งหลายบนโลกใบนี้ก็ล้วนแล้วแต่เร่งเอนโทรปีจนกว่าจะถึงการล่มสลาย คุณอาจจะมีทฤษฎีแฟนซีใดใด แต่สุดท้ายเราก็มุ่งสู่ความตายของจักรวาลด้วยกันทั้งนั้น ทุกอย่างจะกลับสู่สภาพที่ระดับพลังงานเท่ากันหมด ดังนั้นพวกเราก็ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เราอาศัยอยู่ในระบบที่เร่งการเกิดสภาวะนั้น ยิ่งสร้างระบบที่ซับซ้อนมากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ อารยธรรม ก็ล้วนแล้วแต่ไปเร่งอัตราการตายให้กับจักรวาลทั้งสิ้น เราเร่งตัวเองให้ก้าวเข้าสู่จุดที่เราจะจบลงเป็นสิ่งเดียวกัน

ใช้ชีวิตบนการให้ค่าของตัวเอง

-ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่สำคัญ เขาอยากเป็นคนพูดแล้วทำให้ได้ แต่ก็รู้ว่าไม่ได้สามารถซื่อสัตย์ได้กับทุกคน ดังนั้นคนที่เขาไม่สามารถซื่อสัตย์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เค้าก็จะไม่อยากอยู่ด้วย 

-นาวัลไม่เชื่อในการตัดสินใจระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพ กิจกรรม พฤติกรรม เขาอยากจะอยู่กับคนที่เขาอยากอยู่ด้วยกันไปตลอด ดังนั้นจึงต้องทำในสิ่งที่มันจะให้ผลระยะยาว

-นาวัลเชื่อในความสัมพันธ์แบบเท่าเทียมกัน ไม่เชื่อในความสัมพันธ์แบบบนลงล่าง เขาไม่อยากอยู่เหนือใคร และไม่อยากอยู่ใต้ใครด้วย ถ้าคนที่เขาต้องอยู่ด้วยไม่ปฏิบัติต่อเขาแบบเพื่อน หรือตัวเค้าเองก็ปฏิบัติกับคนนั้นแบบเพื่อนไม่ได้ เขาก็ไม่อยากจะสุงสิงด้วย

-นาวัลไม่เชื่อในความโกรธอีกต่อไปแล้ว ความโกรธเป็นเรื่องที่ดีตอนเขายังเด็กและเต็มไปด้วยเทสโทสเทอโรนแต่ตอนนี้ เขาชอบที่พระพุทธเจ้ากล่าว “ ความโกรธก็เหมือนถ่านที่เรากำหนดไว้ในมือขณะที่รอจังหวะปาใส่คนอื่น” เค้าไม่อยากจะโกรธ และไม่อยากอยู่รอบตัวคนขี้โกรธ เค้าบอกว่าเขาไม่ได้ตัดสินคนเหล่านั้นแต่ไม่อยากอยู่ใกล้ 

-เขาไม่ยอมประนีประนอมในการใช้ชีวิตของตนเอง เขาเชื่อว่าทุกคนก็มีหลักการในชีวิต แต่ละคนก็จะหาคนรอบข้างที่ให้ค่าในสิ่งเดียวกัน ถ้าสิ่งที่ให้ค่ามันตรงกันเรื่องเล็กน้อยก็ไม่สำคัญ แต่การที่คนเราทะเลาะกันในเรื่องอะไรก็ตามก็เพราะสิ่งที่พวกเขาให้ค่ามันไม่ตรงกัน เขากับภรรยาก็มีสิ่งที่ให้ค่าตรงกัน ตอนแรกก็เกือบจะไปกันไม่รอดแล้วแต่ภรรยาเห็นสิ่งที่เขาให้ค่า ถ้าเขาพัฒนาสิ่งเหล่านั้นไม่ทันก็คงเสียเธอไปเหมือนกัน ในการที่จะมีคู่ครองที่มีค่า เราเองก็ต้องทำตัวให้มีค่าเหมือนกัน ภรรยาของเขาเป็นคนให้ค่ากับครอบครัว นั่นก็เป็นพื้นฐานที่ทำให้เรามาลงเอยด้วยกันได้เช่นกัน แต่ในขณะที่เมื่อคุณมีลูกไปแล้ว ทุกอย่างที่คุณเคยให้ค่า ไม่ว่าจะจะเป็นคุณค่าของชีวิต เป้าหมายของชีวิต ทุกอย่างเหมือนจะเปลี่ยนจากตัวคุณไปสู่ตัวลูกในทันที 

ศาสนาพุทธมีเหตุผล

ที่นาวัลบอกว่าศาสนาพุทธมีเหตุมีผลก็เพราะเขาเป็นคนประเภทที่จะปฏิเสธทุกอย่างที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง แต่สำหรับศาสนาพุทธเขาสามารถพิสูจน์ได้ในเรื่องการทำสมาธิมันดีกับตัวเอง การทำจิตใจให้ว่างมันดีกับตัวเอง การฝึกสติเป็นเรื่องดีกับลิงในใจของเขา ก็พิสูจน์มาแล้ว แต่เรื่องที่เขาไม่สามารถพิสูจน์ได้เช่น มีชาติที่แล้วที่เรายังถือกรรมมาจนถึงชาตินี้ เรื่องพวกนี้นาวัลไม่เชื่อ มีคนมาถามเรื่องการเปิดจักระที่สาม เขาไม่รู้และไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่มีวิทยาศาสตร์มายืนยัน มันอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ แต่มันพิสูจน์ผิดไม่ได้ ดังนั้นเขาก็ไม่มองว่ามันเป็นพื้นฐานของความจริง

ขณะเดียวกันเค้ารู้ว่าวิวัฒนาการเป็นเรื่องจริง เค้ารู้ว่าคนเรามีอีโก้จริงๆ เพราะงั้นศาสนาพุทธสำหรับนาวัลก็ถือว่ามีเหตุผลในแง่ที่ทำให้ตัวเขาดีขึ้น มีความสุขขึ้น อยู่กับปัจจุบันและควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้มากขึ้น เขาไม่ได้เชื่อสิ่งต่างๆเพียงเพราะมันถูกเขียนลงในหนังสือ เค้าไม่เชื่อว่าสมาธิจะมีพลังซุปเปอร์พาวเวอร์อะไรแบบนั้นได้ ลองทุกอย่าง สงสัย ทดสอบ อะไรมีประโยชน์ก็เก็บไว้ อะไรไม่มีก็ทิ้งไป

ปัจจุบันคือทุกอย่างที่เรามี

ไม่เคยมีใครย้อนเวลาได้ และไม่เคยมีใครทำในอนาคตได้จริงๆ สุดท้ายเรามีแต่อยู่ในเวลาปัจจุบัน ทุกขณะล้วนแล้วแต่มีความพิเศษในตัวมันเอง แต่ทุกขณะก็เลื่อนหลุดหลุดไปอย่างรวดเร็วและเราไม่สามารถคว้ามันไว้ได้ เราตายและเกิดใหม่ทุกขณะ เป็นตัวเลือกของคุณเองว่าจะลืมหรือจำ นาวัลบอกว่าเขาแทบจำไม่ได้ว่า 2 นาทีที่แล้วพูดอะไรออกไป มากสุดก็จำเป็นหัวข้อคร่าวๆ เพราะอดีตได้ตายจากไปแล้ว แรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่สลายไปอย่างรวดเร็ว

จงลงมือทำทันที

********************

หนังสือนี้เป็นฟรีอีบุค สามารถดาวนโหลดได้ภาษาอังกฤษเพราะนาวัลเชื่อในการแบ่งปัน ส่วนตัวคิดว่าแง่ความมั่งคั่ง อิสระจากการเงิน ไปรวยกันเถอะก็ไม่ใหม่อะไร (อาจเป็นอคติของเราเองก็ได้) ส่วนช่วงที่เป็นการสร้างวิจารณญาณก็รวบยอดได้ว่า ไปอ่านมาเยอะๆและให้เน้นพื้นฐานแทนส่วนขยาย ก็โอเค ในส่วนท้ายสุดเรื่องการสร้างความสุข เห็นได้ชัดว่ามีส่วนที่เขาโอนเอียงไปทางพระพุทธศาสนาเยอะ แต่ก็ยังไม่ได้ลึกซึ้งเท่าไร ในส่วนที่เขาบอกว่าจะเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์เชิงประจักษ์ได้ แต่อย่างการวิวัฒนาการที่เขาเชื่อ เราก็ไม่คิดว่าเขาจะไปเห็นการวิวัฒนาการเชิงประจักษ์ได้ (แน่นอนเราเชื่อในการวิวัฒนาการ แต่เราต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่อะไรที่เราที่เป็นคนธรรมดาจะไปนั่งพิสูจน์เชิงประจักษ์เองแบบชารลส์ ดาร์วิน เว้นเสียแต่นาวัลจะไปสังเกตการณ์และเก็ยข้อมูลของสัตว์อะไรสักอย่างหรือพืชแต่ละรุ่นเองจริงๆ เรื่องนี้เลยค้านกับที่เขาออกตัวว่าจะเชื่อแต่สิ่งที่เห็นเชิงประจักษ์ เพราะเขายังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองก็เชื่อในความรู้มือสองไม่น้อย) โดยรวมเป็นหนังสือกลางๆ เล่มหนึ่ง

Gefällt dir dieser Beitrag?

Kaufe ThanyaJk einen Buch

Mehr von ThanyaJk