From Strength to Strength จากความแข็งแกร ...

From Strength to Strength จากความแข็งแกร่งสู่ความแข็งแกร่ง

May 25, 2025

from Strength to Strength ผู้เขียน Arthur C. Brooks
เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับหนทางการประสบความสำเร็จ ความสุข และหาจุดประสงค์ที่ลึกซึ้งขึ้นในครึ่งหลังของชีวิต

คำอธิษฐาน
บรรดาผู้ได้รับกำลังจากพระองค์ก็เป็นสุข
    เป็นผู้มีใจมุ่งมั่นจะขึ้นไปยังศิโยน (ศิโยน คือ ภูเขาที่ปรากฏในไบเบิล เป็นสถานที่ที่เป็นป้อมปราการ หมายถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พัก เป็นที่คุ้มกัน และเป็นความหวัง)
6 บรรดาผู้เดินทางผ่านหุบเขาบาคา (หุบเขาบาคาเป็นอุปมาถึงการถดถอยทางจิตวิญญาณ เป็นที่ที่ลำบาก)
    จะทำสถานที่ให้เป็นแหล่งน้ำ
    และยิ่งกว่านั้นฝนต้นฤดูจะเป็นพระพรแก่ทุกแห่งหน
7 ขณะก้าวไป พวกเขาก็เข้มแข็งขึ้น
    และจะปรากฏ ณ เบื้องหน้าพระเจ้าในศิโยน


คำนำ – ชายบนเครื่องบินผู้เปลี่ยนชีวิตผู้เขียน

            เขาขึ้นเครื่องบินไฟลท์กลางคืนแล้วได้ยินเสียงเสียงสามีภรรยาชราคู่หนึ่งดังมาจากด้านหลัง ฝ่ายภรรยากำลังปลอบใจสามีว่า “ไม่จริงหรอกที่ว่าไม่มีใครต้องการเธออีกแล้ว หยุดพูดสักทีว่าตายไปยังจะดีกว่า” ทำให้เขาก็ได้แต่เดาว่าฝ่ายสามีน่าจะผิดหวังอะไรในชีวิต แล้วภรรยาพยายามพูดให้กำลังใจ แต่พอเครื่องลงจอดก็พบว่าชายคนนั้นเป็นทหารผ่านศึกคนดัง ผู้โดยสารคนอื่นหันมองกันหมด แม้แต่นักบินก็ออกมาจากห้องนักบินแล้วกล่าวแสดงความเคารพทักทายชายชรา ซึ่งชายคนนั้นก็ดูกระอักกระอ่วนเพราะว่าเขาเพิ่งบ่นกับภรรยาที่ชีวิตตัวเองไม่มีค่า ไม่มีใครต้องการ

            ปี 2012 อาเธอร์อายุ 48 ปี เขามีโอกาสไปดูลิสต์สิ่งที่ตัวเองอยากทำตอนอายุ 40 แล้วพบว่าเขาทำตามลิสต์เหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกว่ามีความสุขเท่าไร (เขารับราชการมีตำแหน่งใหญ่โต,  เขียนหนังสือขายดีมากมาย, พูดบรรยาย, บทความวิชาการได้รับการตีพิมพ์ในนิวยอร์กไทมส์) เขาจึงเริ่มมาตั้งคำถามว่าจะไล่ตามไปถึงเมื่อไร เขาเลยเริ่มทำการวิจัยกับตัวเอง ก็เลยออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้

บทที่ 1 : ความสามารถคุณถดถอยเร็วกว่าที่คุณคิด
มีบางคนมีวิถีชีวิตแบบ “live fast die young” หวังว่าจะโหมหนักๆ แล้วทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จไปเลย แล้วจะตายก็ยังตายได้ มีงานวิจัยเก็บข้อมูลว่าช่วงอายุที่คนประสบความสำเร็จมากสุดคือช่วง 30 กว่าๆ แต่ถ้าอายุมากขึ้นเรื่อยๆ 40 – 50 – 60 อัตราการประสบความสำเร็จจะต่ำลงเรื่อยๆ พอ 70 ก็คือเกือบติด 0

อายุที่พีคสุดของสายฟิสิกส์คือ 50 ปี
สายเคมีคือ 46 ปี
สายการเงินคือ 35-40 ปี
สายการแพทย์คือ 45 ปี

เมื่อคนเราเข้าสู่วัยกลางคน ศักยภาพจะถดถอยลงเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดที่สังคมตั้งอายุของการเกษียณไว้ที่ 65 ปี
ถ้าคุณเรียนจบอายุ 22 ปี พออายุได้ 44 ปี ก็อาจจะเข้าถึงจุดพีคของอาชีพตัวเองแล้วก็ได้

            ตัวผู้เขียนเองก็ประสบสิ่งนี้มากับตัวเอง เขาเคยเป็นนักดนตรีเฟรนช์ฮอร์น เขาฝึกหลายชม.ต่อวัน ไปร่วมงานเทศกาลดนตรีใหญ่ๆหลาครั้งและเรียนกับครูสอนดตรีดังๆและเป็น first chair มาโดยตลอด พอ 19 ก็ไปเดินสายทัวร์ทั่วประเทศ เล่นมาแล้วเป็นร้อยๆคอนเสิร์ต แต่พออายุ 20 กว่าๆ ก็เกิดเล่นแย่ลงขึ้นมาเฉยๆ ไม่ว่าจะพยายามฝึกยังไงก็ขุดไม่ขึ้น อะไรที่เคยเล่นได้กลายเป็นเล่นได้ยาก อะไรที่เคยเล่นได้ยากกลายเป็นทำไม่ได้เลย ทุกวันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น เขาทู่ซี้ต่อไปอีก 9 ปี ขนาดที่เคยเดินตกเวทีต่อหน้าคนฟังในฮอลล์ต้องอับอายก็ยังไม่เลิก สุดท้ายกลับไปเรียนปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ตอนอายุ 29 ปี ตอนนั้นยังพยายามทำงานเป็นนักดนตรีไปด้วยอยู่เลยแต่ก็ไม่รอดจริงๆ พออายุ 31 ก็ล้มเลิกเรื่องเป็นนักดนตรีอย่างสิ้นเชิง และเขาก็มาทำงานสายวิชาการจนถึงทุกวันนี้ เขาบรรยายว่าขณะที่เขียนถึงสภาวะถดถอยทางอาชีพนี้ก็เจ็บปวดหัวใจมากพอต้องย้อนคิดถึงมัน จนแทบสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้เกิดอีกเป็นอันขาด แต่ลึกๆก็รู้ว่ายังไงก็ต้องเกิด เพราะตามสถิติมันก็บอกแบบนั้น

            สิ่งนี้เรียกว่า “กฎแห่งความยินดีในอาชีพการทำงานในฐานะมืออาชีพ” มันคืออาการที่เรารับไม่ได้ที่เราไม่สามารถประสบความสำเร็จเท่าวันที่เราเคยประสบความสำเร็จสูงสุดได้อีก การที่เรามีความสุขหรือได้รางวัลในชีวิตมากๆไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเราจะไม่ทุกข์ใจหลังจากนั้น ตรงกันข้ามจากสถิติ คนที่เคยประสบความสำเร็จสูงในหน้าที่การงานมีแนวโน้มจะซึมเศร้าและรู้สึกไร้ค่าในวัยเกษียณ เพราะระยะห่างระหว่างจุดพีคกับจุดขาลงมันห่างมาก

            มีงานวิจัยในเท็กซัสว่าเด็กที่ได้เรียนในห้องเรียนเด็กฉลาด (Giftedness) พอตอนอายุมากจะรู้สึกพอใจตัวเองน้อยกว่าเด็กทั่วไป และมีอีกวิจัยที่บอกว่ายิ่งประสบความสำเร็จมาก พอความสำเร็จนั้นจางหายไปจะยิ่งทุกข์มาก เช่นพวกอาชีพนักกีฬาที่จุดพีค พอถึงขาลงเพราะร่างกายมันเสื่อมเร็วในฐานะนักกีฬาพวกเขาจะซึมเศร้ากันมาก พอย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง ลองสะท้อนดูว่า เวลาที่ความถดถอยมันมาเยือนเราตรงหน้าแล้วเรารับมือมันยังไง

            1 ปฏิเสธความจริง โกรธ โมโห ไม่พอใจ ผิดหวัง

            2 ยักไหล่แล้วบอกตัวเองว่าช่วยไม่ได้ พอแก่ขึ้นมันก็เป็นยังงี้

            3 ยอมรับว่าทำแบบนี้มันไม่เวิร์กในระยะยาว ถ้างั้นก็ต้องฝึกทักษะใหม่ๆ


*********************************************************
บทที่ 2 เคิร์ฟที่2
คนเราเมื่ออายุมากขึ้นจะทักษะบางอย่างถดถอยจริงๆ อาจจะคิดไม่เร็วเท่าเดิม ไม่มีความคิดสร้างสรรค์เท่าเดิม แต่มีงานวิจัยว่าเมื่อคนเราแก่ขึ้นจะพูดตรงไปตรงมามากขึ้น สื่อสารได้ชัดเจนมากขึ้น ตีความแนวคิดที่คนอื่นมี บางทีจึงสามารถเป็นที่ปรึกษาที่ดีได้ เขารู้สึกว่าความสามารถในการเข้าใจคณิตศาตร์ตัวเองก็ถดถอย พอไปอ่านเปเปอร์ตัวเองและสูตรเลขตัวเองบางทีก็งงทั้งที่นั่นคือตัวเองวัยหนุ่มเขียน แต่เขาสามารถถ่ายทอดดาต้าให้เป็นถ้อยคำและเล่าเรื่องได้เก่งขึ้น ผู้เขียนกำลังจะชี้ว่า เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถบางอย่างจะถดถอย แต่ความสามารถบางอย่างก็จะเพิ่มขึ้นมาในตอนอายุมากขึ้น

ความฉลาดสองแบบ  ในปี 1960 นักจิตวิทยาชาวอังกฤษชื่อ เรย์มอน คาเทล ได้ให้คำอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า มนุษย์มีความฉลาดสองแบบ

1 Fluid intelligence หรือความฉลาดแบบลื่นไหล คือ ความสามารถในการคิดค้น ยื่นหยุ่น แก้ปัญหา ทักษะการอ่านหรือการคำนวณก็อยู่ในประเภทนี้ นี่คือความฉลาดที่คนอายุน้อยทั่วไปมี (อายุน้อยที่ว่าคือ 30-40 ปี) สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว มัลติแทสก์ได้ แต่ความฉลาดประเภทนี้จะถดถอยลงเมื่อเข้าวัยกลางคน

2 Crystallized Intelligence คือความฉลาดแบบตกผลึกมาแล้ว เกิดจากการที่เรามีดาต้ามากๆ เพราะผ่านการใช้ชีวิตและประสบการณ์มาเยอะ

            นั่นหมายความว่าตอนอายุน้อยเราจะฉลาด อยู่ในช่วงเวลาที่ค้นพบข้อเท็จจริงมากมาย พออายุมากเราจะมีปัญญาที่จะเรียนรู้ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เราเจอมาในชีวิตอันไหนมีความหมายยังไง และจะใช้มันยังไง การที่เรารู้จักความฉลาดสองแบบนี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมบางทีศาสตราจารย์มหาลัยหรือนักวิชาการแก่ๆถึงสอนได้เก่งกว่าคนรุ่นใหม่
ตอนนี้ในสังคมการทำงาน ถ้าอายุเกิน 30 ก็ถูกเรียกว่าแก่แล้ว สิ่งที่อาเธอร์ผู้เขียนจะสื่อไม่ใช่การหางานให้คนแก่ แต่เขากำลังมองว่าสังคมการทำงานควรให้ค่าคนอายุมาก ก็เพราะพวกเขาเคยพลาดมา ซีอีโอหลายๆคนเคยเห็นแก่ตัว ทำตัวเป็นเด็ก และได้เรียนรู้จากความผิดพลาด

ความรู้คือการรู้ว่ามะเขือเทศเป็นผลไม้

แต่ปัญญาคือการรู้ว่าอย่าสะเหล่อเอามะเขือเทศไปใส่ในสลัดผลไม้

           

อาเธอร์ยกข้อความนึงในไบเบิล “ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้นับวันคืนของตน เพื่อจะได้มีจิตใจที่กอปรด้วยสติปัญญา” (สดุดี 90.12) แสดงให้เห็นถึงว่าการมีความรู้นำไปสู่การมีปัญญา วันนี้วันอะไร ผ่านไปกี่วันแล้วมันไม่ได้สำคัญ แต่การที่เรารู้ว่าชีวิตเราผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว มันทำให้เรารู้ถึงข้อจำกัดของตัวเอง นี่คือความสัมพันธ์ของ fluid intelligent > crystallized intelligent แต่สาเหตุที่คนยังไล่ตามอะไรก็ไม่รู้ไปเรื่อย ๆ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ายังไงกราฟมันจะตกลงตามธรรมชาติ
ยังไงความสามารถของคุณจะถดถอยเมื่อเข้าวัยหนึ่ง คุณคิดว่าตัวเองผิดปกติ ก็พยายามทำเพิ่ม จริงๆมันเป็นเรื่องปกติ และที่สำคัญ ทักษะอีกตระกูลจะกลับขึ้นมาแทน การที่สัมภาษณ์ผู้สูงวัยมาหลายคนที่อายุ 50-60-70 แล้วมีความสุขในชีวิต ก็เพราะพวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตเมื่ออายุมากขึ้น คือ ต้องกล้าเปลี่ยนวิถีชิวิต กล้าเปลี่ยนการให้ค่า บางคนเริ่มย้ายสายงานที่เหมาะสมกับการใช้สติปัญญาของตัวเองในการทำ มากกว่าการทุ่มเทสมองที่จะต้องคิดอะไรใหม่ๆให้ทันโลกอยู่เสมอซึ่งไม่มีวันทัน ก็จะมีบั้นปลายเหมือนทหารผ่านศึกคนนั้น ไม่ก็เหมือนชาร์ลส ดาร์วินที่ผิดหวังกับตัวเองในตอนแก่ แต่ถ้าเรากล้าเปลี่ยนโดยที่เราต้องมีสิ่งแรก นั่นคือ การยอมรับความอ่อนแอตัวเอง การละความยึดติดในชื่อเสียงเกียรติยศเดิม ๆ ที่สั่งสมมา บางทีเราอาจพบเส้นทางใหม่ที่ทำให้พึงพอใจกับชีวิตมากกว่าเดิม

 *********************************************************

บทที่ 3 เสพติดการเฆี่ยนตีตัวเองให้ประสบความสำเร็จ

            คนเขียนได้ไปสัมภาษณ์นักการเงินคนหนึ่งที่เคยประสบความสำเร็จมากในวอลล์สตรีท (ตลาดหลักทรัพย์อเมริกา) เธอมีช่วงพีคของอาชีพการงาน เป็นเจ้าคนนายคน คนอื่นต้องกลัวเวลาเธอออกคำสั่ง แต่ตอนนี้เธอกำลังถดถอย รู้ดีว่าไม่สามารถคิดได้ทันคนรุ่นใหม่ ไปทำงานก็กังวล แต่ก็พยายามทำงานหนักสู้ต่อไป พักผ่อนน้อย ดื่มมากขึ้น แทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว แต่พอถามว่าทำไมไม่หยุด ทั้งๆที่ก็รู้ตัวว่าฝืนทำแบบนี้ต่อไปก็ใช่ว่าจะมีความสุข เธอยอมรับว่า “บางทีฉันอาจอยากเป็นคนพิเศษมากกว่าคนมีความสุขก็ได้ล่ะมั้ง” ถ้าฟังแบบนี้เราก็บอกได้เลยว่า คิดแบบนี้มันไม่เฮลตี้หรอกแต่พอหันมามองตัวเองแล้ว เราก็ออกไม่ได้เหมือนกัน ไม่ต่างอะไรกับคนเมา ที่เขาอยากเมามากกว่าอยากมีความสุข ความจริงก็คือ คนที่อยากเป็นคนพิเศษ ก็คือคนเสพติดประเภทหนึ่ง มีวิจัยคนที่เรียนสูงมีผลสำรวจว่ามีอาการติดเหล้ามากกว่าคนที่การศึกษาต่ำด้วย เหมือนกับว่าคนที่ใช้สมองเยอะพยายามจะมอมตัวเองให้หลุดพ้นจากความเครียดความกังวล
            อาการเสพติดที่หนักสุด คือ การเสพติดการทำงาน (workaholic) ถูกคิดค้นในปี 1971 เกิดมาจากนักจิตคนหนึ่งชื่อเวยน์ โอตส์ บ้างานจนลูกชายต้องขอบุคคิวเข้าพบพ่อที่ที่ทำงานของพ่อ เขาเลยคิดค้นคำนี้ขึ้นมาแสดงถึงอาการหยุดทำงานไม่ได้ ซึ่งอาการนี้ก็พบได้มากในพวกคนที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาคิดว่า การทำงานหนักมากกว่าคนอื่นจะทำให้ประสบความสำเร็จและการที่ตัวเองทำแบบนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งที่จริง ๆ หลายเรื่อง อาจจะไม่ต้องทำก็ได้ แต่ลึกลงไปที่ทำอย่างนั้นก็เพราะกลัวคนรุ่นใหม่จะวิ่งตามทัน อาการบ้างานนั้นเป็นอาหารให้ความเหงา และความเหงาและหวาดกลัวก็เป็นอาหารให้อาการบ้างาน 

คำถามที่ผู้เขียนใช้ในการสำรวจว่าเป็นคนบ้างานไปแล้วหรือเปล่า

1 หลังจากทำงานเสร็จแล้ว คุณไม่สามารถแบ่งพลังงานของตัวเองเหลือมาให้คนที่คุณรักหรือไม่?
2 คุณหยุดทำงานเฉพาะตอนที่คุณหมดแรงทำแล้วจริงๆหรือไม่ ?
3 คุณแอบทำงานนอกเวลาหรือไม่ เช่น ตอนวันหยุดแล้วแฟนไม่อยู่บ้าน คุณเอางานขึ้นมาแอบทำระหว่างรอ?
4 เวลาที่มีเพื่อนหรือคนในครอบครัวบอกคุณว่าให้พักจากการงานบ้าง คุณรู้สึกกังวล นอย โกรธ เวลาถูกทักแบบนั้นหรือไม่ ถึงแม้ว่างานจะไม่ด่วนมากก็ตาม?

            คนบ้างานส่วนมากจะบ่นว่า “แฟนของผม/ลูกของฉัน อยากมีชีวิตดี ๆ อยากซื้อของ อยากกินอาหารดีๆ แต่สิ่งเหล่านั้นมันก็มาจากเงินทั้งนั้น แล้วมาโกรธอะไรที่ผมพยายามทำงานหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินเอามาเลี้ยงมันเล่า”  อันที่จริงแล้วคนบ้างานคิดว่าการทำงาน 14 ชั่วโมงต่อวันเป็นสิ่งจำเป็น แต่จากผลการวิจัยและนักเศรษฐศาสตร์ได้วิเคราะห์เลขมาร์จิ้นไว้ว่า ทำมากไปก็ไม่ได้โปรดักทีฟ เพราะมนุษย์มันมีความยาวในการจดจ่อหรือมีสมาธิกับงานอยู่ พูดง่ายๆว่า ต่อให้เพิ่มเวลาการทำงาน สมองก็ไม่ได้ไหว คนบ้างานเหมือนคนแต่งกับงานจริงๆ ใครจะไปพรากเขาจากงานจะหัวเสียสุดๆ

            อีกกรณีคือเสพติดความสำเร็จ การรู้สึกว่างานเสร็จไปอีกเปลาะหนึ่ง สมองก็ได้โดปามีน ตัวเราจะกระปรี้กระเป่า มั่นใจ แหลมคม และในเวลานั้นเราก็ดูมีเสน่ห์ด้วย คนทำงานหนักมักดึงดูดคนอื่นไม่ต่างอะไรกับคนที่ติดสารเสพติดในระยะต้นที่จะดูมั่นใจ สนุก ฉลาด แต่พอเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์จริงๆจะรู้ว่าพัง คนที่ต้องประสบความสำเร็จก่อนถึงจะมีความสุขได้ จะไม่มีวันมีความสุขอย่างแท้จริง

           และสิ่งที่ร้ายที่สุดที่มนุษย์จะพึงกระทำต่อกันคือการทำให้เขากลายเป็นวัตถุ (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือวัตถุทางเพศ เมื่อเราจ่ายเงินแล้วทำให้อีกคนกลายเป็นวัตถุที่เราจะทำยังไงกับเขาก็ได้ แต่จริงๆสิ่งที่อยู่ในชีวิตของพวกเราแต่อาจจะไม่ทันได้สังเกตคือการทำให้คนอื่นกลายเป็นวัตถุในที่ทำงาน) คาร์ล มาร์กส์เคยเขียนไว้ในปี 1844 ว่า “ถ้ากิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น จินตนาการ, สมอง, หัวใจ, ทำงานโดยแยกออกจากตัวของเขาขาดจากกัน แต่ต้องไปเป็นของคนอื่น ก็คือมนุษย์คนนั้นเสียความเป็นตัวเองไปแล้ว” คือ คาร์ล มาร์กซ์ วิจารณ์ระบบทุนนิยม ว่ามันทำให้คนกลายเป็นเครื่องจักรมนุษย์  เขาบอกว่าทุนนิยมมันทำให้คนสนใจแต่ผลผลิต ไม่ได้สนใจความคิดความรู้สึกของคนงาน

            อาเธอร์ ผู้เขียน เห็นด้วยในมุมที่คาร์ล มาร์กส์คิดว่าการทำให้มนุษย์กลายเป็นเครื่องจักรทำงาน มันมีปัญหาจริงๆ ในปี 2021 มีงานวิจัยเผยแพร่ในนิตยสาร “จิตวิทยาแนวหน้า” แสดงให้เห็นว่า สถานที่ทำงานที่สนใจแต่ผลผลิตและทำให้พนักงานรู้สึกเหมือนถูกใช้เป็นเครื่องมือและไม่ถูกมองเห็นหัวเลย จะทำให้เบิร์นเอาท์ เครียด และมีอัตราการล่วงละเมิดทางเพศสูงขึ้น พอพูดเรื่องการมองคนอื่นเป็นวัตถุมันไม่ใช่เรื่องดี อันนี้ใครก็รู้และเห็นด้วย แต่สิ่งที่หนักกว่านั้นแต่ทำกันโดยไม่รู้ตัว คือ การทำให้ตัวเองเป็นวัตถุ นักวิชาการนิยามว่ามันคือการที่มองตัวเองผ่านมุมมองบุคคลที่ 3 ทำให้ไม่เห็นความเป็นคนของตัวเอง และทัศนคติแบบนี้จะนำสู่การที่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า และพยายามจะไล่ตามอะไรสักอย่างเพื่อมาเต็มเต็มให้ตัวเองรู้สึกว่ามีคุณค่า เช่น ทำงานหนัก, พยายามโปรดักทีฟ, พยายามช่วยคนอื่น, พยายามสร้างผลงาน ถ้าเกิดกับเรื่องรูปลักษณ์ (ผู้หญิงหลายคนเป็น) จะวิจารณ์ร่างกายรูปลักษณ์ตวัเอง มักเชื่อมโยงกับปัญหา eating disorder (โรคทางการกิน เช่น กินมากไป กินน้อยไป เป็นอาการทางจิตเวช) คนเหล่านี้มักจะวิจารณ์หุ่นตัวเองอยู่เสมอ และถ้าเอาตัวตนตัวเองไปผูกกับงาน เมื่อร่างกายเราถดถอยไปตามวัยอย่างที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว เราก็จะไม่มีวันพอใจได้เลย เพราะคิดว่าตัวฉันก็คือตัวงาน งานถดถอย = ฉันไร้ค่า

            ปัญหาการมองตัวเองเป็นวัตถุคือปัญหาความทะนง (pride) คำนี้ถ้าแปลไทยแปลได้สองอย่างคือ ทะนง ทระนง แต่ถ้าแปลด้วยศัพท์แง่ดีคือ ความภาคภูมิใจ ความภาคภูมิใจนี่เป็นสิ่งที่ดีในโลกสมัยใหม่ เราจะพูดว่าเราภาคภูมิใจเวลาที่เราชื่นชมหรือรู้สึกดีกับอะไรสักอย่าง แต่จริง ๆ แล้วความภูมิใจหรือ pride นี่ส่งผลเป็นพิษกับมนุษย์จากข้างในเลยทีเดียว ในศาสนาพุทธเขาเรียกว่า มานะ เป็นภาษาสันสกฤตที่อธิบายถึงจิตใจที่หยิ่งทะนง มองเห็นคนอื่นว่าด้อยกว่า สูงกว่า หรือเท่ากันกับตัวเอง ทำให้ผู้ที่มีมานะต้องมีจิตใจหมอง
เซนต์ออกัสตินเคยกล่าวว่า บาปอื่น ๆ มันเกี่ยวข้องกับการทำเรื่องไม่ดี เช่น ความเกียจคร้าน, ความโลภ, ราคะ, ความโกรธ, ฯลฯ แต่ความภูมิใจหรือความทะนงนี้มันอันตรายมากเพราะว่าความทะนงตัวจะโผล่มาแม้กระทั่งเรากำลังทำความดีได้ด้วย ผู้เขียนมองว่าอาการติดงานก็มาจากความทะนงตนนี่แหละ
ญาติสนิทความทะนงคือความกลัว ความกลัวก็นำไปสู่การเสพติดความสำเร็จได้เหมือนกัน กลัวพลาด กลัวทำผิด กลัวเป็นคนกระจอก นำไปสู่การเป็นperfectionist(คนสมบูรณ์แบบ) ซึ่งมนุษย์ประเภทนี้ไม่ได้คิดว่าความสำเร็จคือการทำอะไรดี ๆ แต่คิดว่าเป็นการไม่ทำอะไรผิดพลาดต่างหาก ซึ่งพอมาลองพิจารณาดีๆ มันคือการเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา ถ้าเราดีกว่าคนอื่น เราก็โล่งใจ แต่ถ้าคนอื่นเขาดีกว่าเรา เราก็รู้สึกว่าตัวเองแย่กว่า แล้วทุกคนก็มีพฤติกรรมแบบนี้ทั้งสิ้น แค่ว่ามากหรือน้อย

คุณเสพติดอะไรบางอย่างหรือเปล่า ลองตรวจสอบดู

1 คุณนิยามการมีค่าของคุณจากสถานะทางสังคมหรือตำแหน่งในหน้าที่การงานหรือเปล่า?

2 คุณวัดความสำเร็จของตัวเองจากจำนวนเงิน อำนาจ หรือ เกียรติยศหรือไม่?

3 คุณมองเห็นความรู้สึกตัวเองที่ตามมาหลังความสำเร็จทางอาชีพการงานครั้งสุดท้ายมั้ย มันเป็นไง?

4 มีแพลนเกษียณยังไง หรือตอนนี้แค่ทำไปเรื่อยๆยังไม่ได้คิดว่าจะหยุดตรงไหน?

5 เคยคิดมั้ยว่าอยากเป็นที่จดจำในฐานะผู้ประสบความสำเร็จในสายงานตัวเอง?​

     ถ้ามีแค่ 1 ข้อ ก็คือ ก็อาจจะเข้าข่ายติดงานแล้ว ถ้าในตอนนี้คุณกำลังประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่ คุณก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากความแข็งแกร่งแบบหนึ่งไปสู่ความแข็งแกร่งอีกแบบหนึ่งหรอก จนกว่าคุณจะอยู่ในจุดที่คุณยอมรับความจริงได้นั่นแหละว่า ณ จุดหนึ่งเราก็จะเป็นต้องเปลี่ยนอยู่ดี
เราไม่สามารถทำงานแบบเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิมไปได้ตลอดเวลาเพื่อไล่ตามความสุข วิธีคิดก็คือแบบเดียวกันกับการเลิกยา เลิกเหล้าเลย คือ “ต้องยอมรับว่าตัวเราไร้กำลังและไม่สามารถเอาชนะมันได้ ต้องยอมรับว่าเราควบคุมจัดการชีวิตตัวเองไม่ได้แล้ว” ต้องยอมรับและพร้อมจะเปลี่ยน กระบวนการจึงจะเกิดขึ้นได้จริง คุณต้องเลิกคิดแบบทางโลกว่า ตัวเองต้องพิเศษกว่าคนอื่นเพื่อจะประสบความสำเร็จ ต้องกล้าที่จะเลิกทำตัวเองให้กลายเป็นวัตถุ(เครื่องจักรทำงาน) คุณต้องรู้จักถ่อมใจและวางความทระนงตัวเองลง ผู้เขียนเป็นคาทอลิกและเขามีชุดคำอธิษฐานต่อพระเจ้าที่ใช้เพื่อทำใจตัวเองในเรื่องนี้ 

โปรดปลดปล่อยลูกจากการเห็นงานสำคัญกว่าคนในชีวิต           
โปรดปลดปล่อยลูกจากการที่ละความสนใจจากงานแล้วไปใช้ชีวิตบ้าง
โปรดปลดปล่อยลูกจากแรงปรารถนาที่จะอยู่เหนือคนอื่น
โปรดปลดปล่อยลูกจากการไล่ตามคำสัญญาที่ว่างเปล่าที่โลกมอบให้
โปรดปลดปล่อยลูกจากความรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น
โปรดปลดปล่อยลูกจากการที่ลูกอนุญาตให้ความหยิ่งทะนงของตัวเองมาขวางกั้นความรัก
โปรดปล่ดปล่อยลูกจากความเจ็บปวดจากการเลิกเสพติด
โปรดปลดปล่อยลูกจากการความเจ็บปวดและหวาดกลัวต่อการปฏิเสธและถูกคนอื่นมองข้าม

           

            ผู้เขียนเข้าใจดีว่าขั้นตอนนี้ที่กำลังขอให้ผู้อ่านปล่อยวางการไล่ตามความสำเร็จทางโลกซึ่งมันเหมือนจะกลายเป็นธรรมชาติของเราทุกคนไปแล้ว แต่เขาก็บอกว่าถ้าเริ่มแล้ว จะรู้ว่าหลายอย่างในชีวิตของเรา เราสร้างมันขึ้นในหัวของเราเอง บางอย่างมันเป็นถ้วยรางวัลแสดงถึงความสำเร็จ เช่น สถานะทางสังคม เงินเดือน ตำแหน่ง บ้าน รถ เรือ บ้านพักตากอากาศ ยอดฟอลในเน็ต การได้รู้จักกับคนดัง การได้อาศัยในที่หรูๆ การได้ไปเที่ยว การมีคนกราบไหว้ การอยู่เหนือความลำบากทางการเงิน อะไรก็ตามที่ทำให้คุณรู้สึกเป็นคนพิเศษทางโลก สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งถ่วงไม่ให้คุณกล้าโดดไปที่เคิร์ฟถัดไป ถ้าคุณเคยย้ายจากบ้านใหญ่ไปอยู่อพาร์ตเม้น คุณคงพอจะรู้ว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการต้องคัดว่าอะไรที่คุณจะโยนทิ้ง และไม่เอาไปด้วย หลายอย่างเต็มไปด้วยความทรงจำ จะทิ้งไปก็กลัวว่าในอนาคตเราอาจจะอยากได้มันภายหลังก็ได้ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน

************************************************

บทที่ 4 เล็มออก

           ในศาสนาคริสต์จะมีคำสอนว่าจะไม่บูชารูปเคารพ รูปปั้นต่าง ๆ เพราะในยุคที่คริสตจักรก่อตั้งขึ้นมาแรก ๆ คือยุคกรีกโรมันที่ผู้คนจำนวนมากในแถบนั้นบูชารูปปั้นของเทพกรีกโรมันทั้งหลาย (อาร์เธมีส, อะพอลโล,​ ซุส, ไม่ต่างกับคนไทยหลายคนในปัจจุบันที่บูชาเทพต่าง ๆ ตามแต่ว่าตัวเองต้องการประสบความสำเร็จด้านใดก็ไปบูชาเทพด้านนั้น) แต่รูปเคารพบางทีก็ไม่ได้มาในรูปแบบรูปปั้น แต่มาในสิ่งที่มนุษย์ไล่ตาม ต่อให้คุณไม่ใช่ผู้เชื่อหรือศาสนิก แต่สิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นรูปเคารพของคุณเช่นกัน เงิน, อำนาจ, ความพึงพอใจ, เกียรติยศ
   บางคนอาจจะบอกว่าไม่ได้ต้องเกียรติยศชื่อเสียง แต่เกียรติยศมันอาจจะมาในรูปแบบของการได้รับการยอมรับ หรือการได้แสง หรือการได้รับการสนใจจากคนที่เขาแคร์ก็ไม่ต่างกัน หลายคนอาจจะประสบความสำเร็จในชีวิตแต่มีความกังวลสูง สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นรูปเคารพที่ถ้าเราไล่ตามมันก็จะไม่มีวันอิ่มเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริง ๆในฐานะมนุษย์ ความปรารถนาในความมั่งคั่งหรืออะไรก็ตาม เมื่อเราได้ครอบครองมันแล้ว เราจะรู้สึกขาดทันที (กินปุ๊บ หิวต่อปั๊บ) เหตุผลที่เป็นยังงั้นก็เพราะเราสัมผัสได้ถึงความไม่พอเพียงของเราในทันทีที่เราครอบครองมันนั่นแหละ

            คุณลองตั้งคำถามตัวเองว่า แล้วรูปเคารพของตัวคุณล่ะคืออะไร ลองเอาสี่อย่าง (เงิน/อำนาจ/ความพึงพอใจ/เกียรติยศ) มาเรียงลำดับดู บางทีคุณอาจจะไม่ได้อยากมีอำนาจเหนือใคร แต่อยากได้รับความสนใจและจะอยู่ไม่สุขถ้าไม่ถูกมองเห็นสักที สิ่งเล็กๆที่คุณรู้สึกละอายใจแต่ก็กระตุ้นให้คุณอยากมีอยู่เสมอและไม่เคยพอใจสักที นั่นแหละคือรูปเคารพของคุณ

            ความพึงพอใจ = ได้สิ่งที่เราต้องการ

            โฮมีโอสเตซิส (ภาวะธำรงดุล หรือ การรักษาสมดุลภายใน) หมายถึงกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตหรือระบบต่างๆในร่างกายพยายามรักษาสภาวะสมดุลภายในให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แม้ว่าสภาพภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือถ้าเราได้รับกาแฟเป็นครั้งแรก เราจะตื่นมาก ดีดมาก แต่พอเวลาผ่านไปกินเข้าไปเยอะๆร่างกายก็ชาชิน และต้องดื่มกาแฟแรงขึ้นเรื่อยๆเพื่อจะให้รู้สึกเหมือนเดิม สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นกับการใช้สารเสพติดเหมือนกัน และส่งผลแบบเดียวกันกับความสุขความพึงพอใจเหมือนกัน ตอนแรกที่ได้จะดีใจ แต่พอเราชิน เราก็จะอยากได้ไปเรื่อยๆ และอยากได้มากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์เป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เป็นมนุษย์ถ้ำ ถึงจะมีอาหาร มีเมีย มีลูก แต่เราก็จะอิจฉามนุษย์ถ้ำข้างๆอยู่ร่ำไป นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมดาราคนดังประสบความสำเร็จเป็นร้อยล้านแต่ยังอิจฉาเศรษฐีพันล้าน และเราก็จะยังชอบเปรียบเทียบกับอีกคนไปตลอด เมื่อพูดถึงความสำเร็จ หน้าตาของมันจริงๆคือ

            ความสำเร็จ = มีมากกว่าคนอื่นไปเรื่อยๆ

            อีกนัยหนึ่งคือความสำเร็จไม่ใช่แค่วิ่งไปเรื่อยๆบนลู่วิ่ง แต่คุณต้องวิ่งเร็วกว่าคนอื่นนิดๆไปตลอดอีกด้วย แต่มันจะแย่ขึ้นเรื่อยๆ และถ้าหยุดพักเมื่อไรคุณจะวิ่งถอยหลัง

            ความล้มเหลว = มีน้อยลง

            ดาเนียล เคนแมนและเทวิสกี้ (Think fast and Slow) เรียกอาการนี้ว่า “กลัวการสูญเสีย”  ว่าทำไมสื่อถึงตื่นตระหนกเวลาหุ้นตก 10% มากกว่าเวลาหุ้นขึ้น 10% เราติดที่จะมีทุกอย่างเผื่อเอาไว้ เพราะเตรียมพร้อมไว้ยังดีกว่าต้องมาผิดหวังทีหลัง และถึงแม้มนุษย์จะไม่ได้อยู่ในยุคถ้ำแล้ว เราผลิตสิ่งต่างๆได้มากเกินพอแต่ว่าพฤติกรรมตั้งแต่สมัยยังเป็นมนุษย์ถ้ำคือต้องสะสมไว้เผื่อ ผู้เขียนจึงมีการนำเสนอสมการใหม่

            ความพึงพอใจ = สิ่งที่คุณมี หารด้วยสิ่งที่คุณต้องการ

            ถ้าเราสามารถจัดการกับความต้องการของตัวเองได้ ชีวิตจะง่ายขึ้นมาก เพราะความต้องการของคุณมักจะวิ่งเหนือสิ่งที่คุณมีอยู่เสมอ ทางออกที่ผู้เขียนนำเสนอ คือ

1. ถามว่าทำไม ไม่ใช่อะไร
        ถ้าคุณกำลังจะเริ่มจัดการสิ่งที่ตัวเองต้องการ ให้ลองตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงต้องมีมันด้วย ค่อยๆเล็มมันออก ด้วยการหาความหมายของคำว่า “ทำไม” ของตัวเอง คนส่วนมากจะไล่ตาม what แต่ไม่ได้ย้อนกลับไปถามว่า WHY? (ทำไมถึงอยากไล่ตามสิ่งนั้นตั้งแต่แรก) มีงานวิจัยว่าคนที่เติบโตผ่านโศกนาฏกรรมในชีวิตมา เช่น รอดจากมะเร็ง หรือ อุบัติเหตุครั้งใหญ่ มักจะมีความสุขกับชีวิตที่เหลือเพราะเขาไม่ยึดติดอะไรกับเรื่องงี่เง่าไร้สาระอีกแล้ว การที่ไปแตะจุดเกือบตายมา ทำให้เขาเลิกกังวลถึงเรื่องอื่นๆ และเจียรเอาส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตจริงๆทิ้งออกไปเสีย แต่คุณไม่ต้องรอให้ตัวเองเกือบตายแบบนั้นก็ได้ คุณสามารถที่จะเริ่มได้เลยโดยการหยุดเพิ่มสิ่งต่างๆเข้าไปในชีวิต แต่ลดอะไรบางอย่างออก 

2. กลับด้านบักเก็ตลิสต์
            แต่ละปีในวันเกิดของผู้เขียน เขาจะเอาสิ่งที่ตัวเองต้องการและยึดติดซึ่งสามารถใส่ลงในรูปเคารพสี่อย่างของโธมัส อไควนัส(เงิน, อำนาจ,เกียรติ,ความพึงพอใจ) แล้วก็จะพยายามที่จะซื่อสัตย์กับตัวเองอย่างที่สุด ในการจินตนาการถึงตัวเองในอนาคต 5 ปีข้างหน้า เขาจะกลับไปที่ลิสต์สิ่งที่ผมต้องการ พิจารณาสิ่งที่ตัวเองต้องการแต่ละข้อและพูดออกมาว่า “สิ่งนี้ที่ผมต้องการก็ไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่มันไม่ได้จะนำพาความสุขและความสงบที่ผมแสวงหา ผมไม่ได้มีเวลาในการเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเป้าหมายชีวิต ผมขอเลือกที่จะปลดปล่อยตัวเองจากความปรารถนานี้” กิจกรรมนี้ทำให้การใช้ชีวิตของผู้เขียนเปลี่ยนไปมาก

 3. อยู่กับสิ่งเล็กๆ
ติช นัท ฮัน พระชื่อดังชาวเวียดนาม พูดเรื่อง mindfulness โดยฝึกฝนที่จะอยู่ในแต่ละขณะและมีความสุขกับมันโดยไม่คิดไปข้างหน้า(อนาคต)หรือข้างหลัง(อดีต) ฝึกที่จะล้างจานโดยไม่ได้คิดว่าต้องล้างจานให้เสร็จ ต้องล้างให้สะอาด จะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ แต่ว่าล้างจานแค่เพื่อล้าง อยู่กับการล้างไปที่ละใบ อยู่ในการขยับมือล้างทีละขณะ แล้วจิตใจเราจะเริ่มคุ้นเคยกับการมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ

4. มองไปไกล ๆ
           ฟังดูเผิน ๆ เหมือนจะค้านกับข้อ 3 แต่เขากำลังหมายถึง มองให้ไกลจากแค่ความอยากได้อยากมีสิ่งต่าง ๆ ในอนาคต อันที่จริงการที่เรายังมีสิ่งที่อยากได้อยากมีอยากเป็นอยู่ มันก็ทำให้เรามีเป้าหมายชีวิต (จนกว่าจะมีสิ่งนั้น ฉันจะยังตายไม่ได้!)​ แต่ผู้เขียนกำลังบอกว่า ลองมองให้ไกลกว่าจุดนั้นออกไปอีก คือ ความตายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต ผมเคยบอกกับนักเรียนมหาลัยของตัวเองที่มีอายุประมาณยี่สิบปลายๆว่า พวกเขามีอายุเหลือบนโลกแค่ประมาณ​50-60ปี และมีเวลาเหลืออยู่กับพ่อแม่ประมาณ​20-30 ปีเท่านั้น หลายคนตกอยู่ในความอึ้งและสลดกันทั่วหน้า เพราะเราหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความจริงว่าเรามีเวลาเหลืออยู่บนโลกนี้เท่าไร เราหลอกตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ราวกับจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไปตลอด ทำให้เราหนีการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าเราต้องโดดลงไปที่เส้นเคิร์ฟที่สอง การวางแผนตอนจบ จะเป็นความท้าทายลำดับถัดไป

 *****************************************

บทที่5 : มรณานุสติ

            ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อนเก่าที่เป็นผู้บริหาร และเล่าให้ฟังว่ากำลังรีเสิชอะไรบางอย่างเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ และบอกว่ามันยากมากที่คนที่ประสบความสำเร็จจะทำใจรับมือกับความเสื่อมถอยของตัวเองได้ เพื่อนของเขาก็บอกว่า จะไม่เป็นปัญหาหรอกเพราะเขาก็แค่จะพยายามให้มากขึ้น จะพยายามจนตัวตายนั่นแหละ บางคนอาจจะพูดว่าไม่กลัวตายหรอก ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าที่เขาพูดแบบนั้นมันจริงไม่จริง เพราะในเชิงจิตวิเคราะห์จะกล่าวว่าคนที่พูดแบบนั้นแปลว่ากำลังหลอกตัวเอง เพราะไม่มีใครไม่กลัวตาย
     คนบางคนถึงกับกล่าวว่างานคือชีวิตของเขา ดังนั้นถ้างานเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนและความสามารถ ดังนั้นถ้าเมื่อไรงานเราถูกปฏิเสธ ความสามารถในการทำงานเสื่อมถอยลง ก็เท่ากับเราค่อยๆตายลง และหลายคนก็เผชิญหน้ากับมันด้วยการสู้แทนที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองให้ค่า

เข้าใจความกลัวความตาย
บทความ “ความสัมพันธ์ระหว่างความกลัวความตายและความวิตกกังวล” ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาปี 1978 กล่าวว่า คนเรากลัวความตายในหลายมิติ โดยแบ่งเป็น 

  1. กลัวถูกทำลาย

  2. กลัวกระบวนการการตาย

  3. กลัวความตาย

  4. กลัวที่คนที่เรารักจะตาย

  5. กลัวความไม่รู้

  6. กลัวที่จะสติสัมปชัญญะการรับรู้จะหายไป

  7. กลัวร่างกายหลังความตาย

  8. กลัวจุดเริ่มต้นของความตาย

           
หมาอาจจะกลัวตาย แต่มันไม่เข้าใจคอนเซปต์ของการหายไป ไม่เข้าใจคอนเซปต์ของการไม่มีอยู่ เพราะหมาไม่รู้จักการมีอยู่ตั้งแต่แรก กล่าวคือการกลัวที่ตัวเองจะหายไปน่าจะมีได้เฉพาะมนุษย์ และการกลัวที่จะหายไปนี่เองก็เกี่ยวข้องกับการกลัวจะถูกปฏิเสธ
            คนเราต่อสู้กับความกลัวความตายต่างกัน บางคนสู้ด้วยการทำงาน บางคนบอกว่าจะทิ้งสิ่งให้โลกจดจำ และก็แตกต่างกันออกไปอีกนั่นแหละว่าจะให้คนจดจำยังไง เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้คุณเป็นผู้บริหารหรือสร้างอะไรไว้ใหญ่โต พอคุณจากไป ก็ไม่เหลืออะไรอยู่ดี ภายในเวลา 6 เดือน 10 เดือน คนก็ลืมไปแล้วว่าคุณคือใคร คนมักพูดกันว่า “ให้ใช้ชีวิตแบบที่ตายก็ไม่เสียดาย” แต่ผู้พูดกล่าวว่า “ใช้ชีวิตในแบบที่ถ้ามีใครตายไปจากชีวิตคุณ คุณจะไม่มีอะไรต้องเสียดายในสิ่งที่เราไม่ได้ทำกับเขา”
            ลองจินตนาการว่านี่เป็นปีสุดท้ายที่คุณจะมีชีวิต หรือคิดว่านี่เป็นปีสุดท้ายในการทำงานของคุณ คุณจะเตรียมการเดือนถัดไปในชีวิตยังไง รายการสิ่งที่ต้องทำของคุณจะมีหน้าตายังไง อะไรที่คุณจะเลือกที่จะไม่กังวลอีกต่อไป พอคิดแบบนั้น คุณอาจจะเห็นว่าการทำ OT ไม่น่าใช่ตัวเลือกของคุณแน่ๆ แต่น่าจะเป็นขอลาไปเที่ยวหรือไม่ก็โทรหาเพื่อนหรือคนที่ไม่ได้คุยกันนานแล้วแทน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้นแทนที่จะอยู่ในอดีตหรืออนาคต
            ในปี 2017 มีทีมวิจัยในอเมริการับสมัครอาสาเข้ามาที่จะทำการสอบถามและให้เขียนบล็อกเกี่ยวกับความตาย โดยให้พวกเขาจินตนาการว่าตัวเองเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่จะต้องตายแน่ ๆ หรือไม่ก็เป็นนักโทษประหารที่กำลังรอคิวการประหารอยู่ แล้วเทียบกับคนที่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายและเป็นนักโทษประหารจริง ๆ ปรากฏว่าคนที่ไม่ได้กำลังจะตายจริงๆจินตนาการถึงความตายได้เลวร้ายกว่าคนที่อยู่ในสถานการณ์จริง ๆ ถึง 3 เท่า สรุปได้ว่าการจินตนาการถึงความตายนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าการที่กำลังอยู่กับความตายจริง ๆ เสียอีก

การปลงอสุภะของพุทธเถรวาทได้ระบุ 9 สภาวะของการจินตนาการถึงความตายของตัวเอง
1. ศพบวมอืด ตัวเป็นสีเขียว สีม่วง
2. ถูกกัดกินโดยหนอนแมลง
3. กระดูกยังยึดติดอยู่ด้วยเอ็นและเนื้อบางส่วน
4. ร่างเหลือแต่กระดูกที่ปราศจากเนื้อ แต่กระดูกยังยึดติดอยู่ด้วยกันเพราะเอ็น
5. กระดูกยังประกอบอยู่ด้วยกันเพราะเอ็นยึดไว้
6. กระดูกเริ่มคลายตัวออกจากกัน
7. กระดูกซีดจาง
8. หนึ่งปีผ่านไปกระดูกกองกันเป็นซาก
9. กระดูกกลายเป็นฝุ่น

ผู้เขียนลองเอาสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ในชีวิตของเขาที่เคยเอาไปผูกกับศักยภาพในการที่ยังทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดังนี้
1. ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเสื่อมถอยอย่างแท้จริง
2. ผมรู้ว่าตัวเองไม่เร็ว ไม่แหลมคมอย่างเคย
3. คนอื่น ๆ ได้รับความสนใจทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเคยได้รับมาก่อน
4. ผมจำเป็นต้องลดปริมาณงานและกิจกรรมประจำวันทั้งที่ครั้งหนึ่งผมเคยทำทั้งหมดได้ในปริมาณมากในแต่ละวัน
5. ผมไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป
6. ผู้คนไม่รู้จักผมอีกต่อไป ไม่รู้จักผลงานเก่า ๆ ของผมแล้วด้วยซ้ำ
7. ผมยังมีชีวิตอยู่ แต่ในทางการทำงาน ผมเป็น no one
8. ผมสูญเสียความสามารถที่จะสื่อสารความคิดและไอเดียต่อผู้คนรอบข้างผม
9. ผมตายแล้ว ผมไม่เป็นที่จดจำของใครเลย

             มีเรื่องเล่าในนิกายเซ็น ยุคที่มีกลุ่มซามูไรเดินทางพเนจรแล้วสร้างความเดือดร้อนหวาดกลัวไปทั่ว พวกเขาเข้าไปในอารามแห่งหนึ่ง แม้แต่พระก็หวาดกลัว แต่เจ้าอาวาสที่อยู่ตรงนั้นนั่งสมาธิอย่างสงบไม่เคลื่อนไหว ซามูไรบอกว่า “เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าคือคนที่สามารถฆ่าเจ้าได้โดยไม่กระพริบตา” เจ้าอาวาสตอบกลับมาว่า “เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าคือคนที่ถึงถูกฆ่าก็ไม่ได้กระพริบตา” ผู้ที่บรรลุจริง ๆ เมื่อเขาถูกดูหมิ่น จะสามารถกล่าวได้ว่า “ท่านไม่เห็นหรือว่าข้าคือคนที่สามารถยอมรับการถูกลืมได้อย่างสิ้นเชิงโดยไม่กระพริบตา”

 *******************************************

บทที่ 6 ความสันโดษ

           ผู้เขียนยกต้นแอสเพ็นขึ้นมา เป็นต้นไม้ที่มีมากในอเมริกา ในรัฐยูทาห์มีโซนที่มีระบบนิเวศที่มีต้นแอสเพ็นอยู่เยอะมาก ขนาดใหญ่ถึง 106 เอเคอร์ และคิดเป็นน้ำหนัก 6 ล้านกก. พวกมันมีระบบรากที่เชื่อมถึงกัน เรียกได้ว่าต้นที่เห็นหนึ่งต้นจริงๆมันมาจากรากเดียวกัน และยังมีต้นไม้อีกชนิด คือ ต้น redwood ซึ่งเป็นต้นไม้อีกประเภทที่มีความพิเศษมากเพราะมันมีระบบรากลึกแค่ 1-2 เมตร แต่ตัวต้นตั้งตระหง่านสูงมากและอยู่มาเป็นสิบเป็นร้อยปี ซึ่งขัดกับหลักธรรมชาติว่าต้นที่สูงขนาดนี้จะมีรากสั้นแค่นี้ได้ยังไง ความจริงคือระบบรากของมันพันกันและพยุงกันและกันในเวลาที่เผชิญกับลมเหมือนป่าโกงกาง
ระบบของต้นแอสเพนนั้นคือทุกต้นเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ส่วนระบบของเรดวูดคือแต่ละต้นเป็นเอกเทศแต่รากเชื่อมกันเพื่อความมั่นคง นี่คือภาพสะท้อนของ “self” ในพุทธได้เป็นอย่างดี ชีวิตที่ดูเหมือนเป็นของคุณคนเดียว ชีวิตเดียว เกี่ยวข้องเป็นเหตุปัจจัยกับสิ่งอื่นๆมาอยู่แล้ว แต่พอเรามาคิดว่าการมีชีวิตและไอเดียของความสันโดษคือการรักษาระยะห่าง เก็บตัวจากคนอื่นๆ สิ่งอื่นๆรอบข้าง มันยิ่งทำให้ความรู้สึกอ่อนแอและกังวลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันคือการบังคับให้เราเอาตัวเองไว้ศูนย์กลาง (self center) และปลีกตัวออกห่างจากทุกอย่าง วันหนึ่งพอมีวิกฤตอะไรในชีวิตก็ต้องสู้กับสิ่งนั้นไปคนเดียว
ไม่ว่ามุมมองทางศาสนาของคุณจะเป็นอย่างไร แต่ยังไงเป็นมนุษย์ก็ย่อมต้องการปฏิสัมพันธ์จากเพื่อนมนุษย์ แลกเปลี่ยนทางเคมี ชีวะ อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และจิตวิญญาณ การคิดจะแยกตัวเองออกไปตัดขาดจากสิ่งรอบตัวเป็นเรื่องอันตรายเพราะมันผิดธรรมชาติ เหมือนการที่เห็นต้นแอสเพ็นแล้วเข้าใจผิดในธรรมชาติของมันว่ามันอยู่ตามลำพังได้ เราก็ต้องอยู่ได้ สุดท้ายแล้วเราปฏิเสธรากของตัวเองไม่ได้ เราไม่ได้ให้ยึดติดแต่ให้ระลึกไว้ว่ารากเหล่านี้เชื่อมโยงตัวเรากับคนอื่น

ปี 1938 มีการทำวิจัยโดยการแทร็กชีวิตคนตั้งแต่วัยรุ่น(เป็นนักศึกษาในฮาร์วารด)ไปจนแก่ จนรุ่นลูกรุ่นหลานเพื่อดูว่าการใช้ชีวิตแบบไหน นำไปสู่อะไร เหมือนเป็นการเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายก็มีการทำสรุปโดยแบ่งเป็นเฉดเอาไว้เป็น Happy-Well กับ Sad-Sick ถ้า Happy-Well คือมีความสุขทั้งหกแง่มุมในชีวิตเช่น สุขภาพกายดี, สุขภาพจิตดี, มีความพึงพอใจในชีวิต ส่วนฝั่ง SadSick คือต่ำกว่าเกณฑ์หมดทั้งกายใจและความพอใจในชีวิต เนื่องจากเป็นการเก็บข้อมูลที่มีข้อมูลที่ควบคุมไม่ได้อยู่มาก เกณฑ์ที่เราไปควบคุมไม่ได้ เช่น มีวัยเด็กที่ดี, มีพ่อแม่เป็นชนชั้นกลาง, บรรพบุรุษอายุยืน, มีอาการซึมเศร้าที่รักษาในคลินิกหรือไม่ พวกนี้เป็นปัจจัยที่ไปวัดเป็นเกณฑ์ไม่ได้ แต่เกณฑ์น่าสนใจที่เขานำมาวัดว่าคนคนหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีหรือไม่ มีเหล่านี้

1. สูบบุหรี่หรือไม่ หรือถ้าเคยสูบแล้ว เลิกบุหรี่แต่เนิ่นๆหรือไม่
2. ดื่มเหล้าหรือไม่ เพราะคนติดเหล้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนคนนั้นออกห่าง “มีความสุขและสุขภาพดี” ไปสู่เส้น “เศร้าแถมป่วย” ซึ่งถ้าคุณมาจากครอบครัวที่มีสมาชิกติดเหล้า ก็ไม่แปลกเลยที่จะทำให้คุณเข้าใกล้เส้น “เศร้าป่วย” แนะนำให้เลิกเหล้าเดี๋ยวนี้
3. น้ำหนักตัวเกินหรือไม่ คนเครียดมักมีปัญหาการกิน
4. ออกกำลังกายหรือไม่ แค่เดินทุกวัน ขยับตัวทุกวันก็นับแล้ว
5. มีวิธีการเผชิญหน้ากับปัญหาที่ยืดหยุ่นได้หรือไม่ หมายถึง มีความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา, ชมคนอย่างตรงไปตรงมาได้, ไม่หนีปัญหา, กล้ามีความสัมพันธ์,​ กล้าพูดความรู้สึกของตัวเอง
6. มีการศึกษาหรือไม่ คนที่มีการศึกษาไม่ได้มีความสุขกว่า แต่เขานำสิ่งนี้มาเป็นเกณฑ์เพราะคนที่มีการศึกษาที่มากกว่าทำให้ประมวลผลความคิดมากกว่า ไม่ได้หมายถึงว่าต้องเรียนสูง ไปฮาร์วาร์ด หรือจบมหาลัยเสมอไป แต่ส่วนมากคนที่มีการศึกษามากกว่าแปลว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีมากพอที่จะอ่านหนังสือได้ แสดงถึงการมีชีวิตที่ราบเรียบและสามารถมีเวลาอ่านหนังสือได้
7. มีความสัมพันธ์ระยะยาวและมั่นคงหรือไม่ นั่นแปลว่ามีคู่ชีวิตหรือมีเพื่อนในชีวิตที่เราไว้วางใจได้ ไม่ว่าเราจะเจออะไรก็ตาม

            เป้าหมาย 7 อย่างนี้ไม่ได้สูงเกินจริง แต่มันก็เป็นเกณฑ์ที่พอวัดค่าได้ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเราแล้วย่อยลงไปให้เห็นภาพและจับต้องได้

ความเหงาไม่ได้เกิดกับการอยู่คนเดียว บางคนอยู่คนเดียวแต่ก็สามารถเชื่อมต่ออารมณ์ความรู้สึกและเชื่อมต่อสังคมกับคนอื่นได้ ความสันโดษมาจากชัยชนะจากการอยู่คนเดียว แต่ความเหงามาจากความเจ็บปวดที่รู้สึกว่าต้องอยู่คนเดียว คนเหงารู้สึกว่าตัวเองรู้สึกแบบที่กำลังรู้สึกอยู่คนเดียว ความเหงาส่งผลต่อสุขภาพได้เลย ทำให้นอนไม่หลับ ความดันเลือดขึ้น เผาผลาญช้าขึ้น ส่งผลกับสุขภาพไปด้วย คนที่แต่งงานมีแนวโน้มจะเหงาน้อยกว่าคนที่ยังไม่แต่งงาน แต่คนที่แต่งงานแล้วคู่ครองไม่อยู่ เช่น ไม่มีเวลาด้วยกันจะเหงายิ่งกว่าคนไม่มีคู่เสียอีก ส่วนอาชีพที่ได้รับรายงานว่าเป็นคนเหงามากที่สุดคือ - ทนายและหมอ (สองอาชีพที่ทำเงินสูงสุดในอเมริกา)
           John Cacioppo เป็นนักประสาทวิทยาที่ศึกษาเรื่องความเหงาในผู้คน ระบุไว้ในวิจัยที่ม.ชิคาโกว่า ความเหงาเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความรู้สึกของตัวคุณเองต่อความสัมพันธ์ที่คุณมีในชีวิต เพราะงั้นถึงชีวิตจะเต็มไปด้วยครอบครัว เพื่อนร่วมงาน แต่คนที่บ้างานมักจะรู้สึกเหงา ยกเว้นเสียแต่ตัวเองจะรู้สึกว่าเป็นที่รักในที่ทำงาน ความเหงาไม่ใช่ความทุกข์ที่มาจากการที่ต้องแยกกายห่างจากใคร ไม่งั้นพวกดาราหรือผู้บริหารก็คงจะไม่ต้องเจอปัญหาความเหงาแล้ว เพราะพวกเขาเจอคนเยอะตลอดเวลา แต่ความเหงาเกิดจากเขาไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมนุษย์ด้วยกันได้มากกว่า โดยเฉพาะพวกผู้นำ หัวหน้า เจ้าคนนายคน ที่ไม่สามารถมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นลูกน้อยงตัวเองก็ไม่แปลกที่จะต้องเจอปัญหาความเหงา
          เราไม่สามารถให้ความสัมพันธ์ตั้งอยู่บน passion ได้ตลอด เพราะpassionของเรามันขึ้นงๆลงๆ แต่ควรจะอยู่บนความเมตตา(compassion)มากกว่า นั่นหมายถึงว่าถ้าคุณสามารถมีความสุขแบบ “ชอบ” ความสัมพันธ์ตัวเองกับคนรอบข้างก็แปลว่าคุณก็รู้สึกเติมเต็มได้เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นคนโสดหรือคนมีคู่ก็ตาม

คุณมีเพื่อนจริงหรือเพื่อนกิน (Real friend or Deal Friend)
อริสโตเติลเคยจำแนกรูปแบบของความเป็นเพื่อนเอาไว้ดังนี้
1) ระดับต่ำสุดคือเพื่อนที่เป็นเพื่อนกันเพราะว่าแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันและกัน
2) ระดับกลางคือ เพื่อนที่สร้างความพึงพอใจ เป็นเพื่อนกันเพราะว่าชื่นชมซึ่งกันและกัน อาจจะเป็นเพราะเป็นคนตลก เป็นคนฉลาด เป็นคนงดงาม กล่าวคือ เป็นการคบหากัน ชอบกันที่คุณสมบัติ
3) ระดับสูงสุด อริสโตเติลเรียกว่าเป็นมิตรภาพที่สมบูรณ์แบบ คือ เป็นมิตรกันโดยแชร์ความรักและแคร์สวัสดิภาพซึ่งกันและกัน อาจจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางจิตวิญญาณ หรือการผูกพันกันมากกว่าระดับสังคม สิ่งนี้ไม่ใช่การเสียสละเพื่อคนอื่นด้วย แต่มันคือการ "แคร์" ซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่าเราสามารถมีเพื่อนคนหนึ่งที่มีหลายๆคุณสมบัติได้ เช่น เป็นทั้งเพื่อนคู่ค้าธุรกิจแต่สามารถเป็นเพื่อนที่ผูกพันกันทางวิญญาณได้เช่นกัน

           ลองลิสต์ชื่อสัก 2-3 คนที่คุณจะรู้สึกสะดวกใจที่จะโทรหาถ้าคุณรู้สึกกังวลหรือตกอยู่ในปัญหา ถ้าหนึ่งใน2-3 ชื่อที่คุณลิสต์ออกมาได้เป็นชื่อแฟนของคุณก็ดีมากๆเลย ส่วนคนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์มาหลายปี หรืออาจจะไม่เคยมีเลยตั้งแต่เด็กก็อาจจะเป็นเรื่องยากได้ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงที่จะมีเพื่อนแท้ อาจจะเพราะผู้หญิงมีเพื่อนผ่านทางการเข้าสังคมและซัพพอร์ตอารมณ์กัน ขณะที่ผู้ชายมักเกิดมิตรภาพจากการทำกิจกรรมร่วมกันเช่นทำงาน อันที่จริงคนเรายิ่งอายุมากยิ่งเลือกมากขึ้นในการมีเพื่อน แต่ว่ายังไงก็ควรมีเพื่อนแท้ในชีวิตอยู่ดี พอผู้เขียนรู้แบบนี้ก็เลยรู้ตัวว่าตัวเองต้องพยายามหาเพื่อนแท้ในชีวิตบ้าง (สังเกตว่าผู้เขียนมีความสามารถในการรับความจริงได้สูง ไม่หลอกตัวเอง) เขาบอกกับภรรยาด้วยว่าอยากมีเพื่อนจริงๆ เพื่อที่ภรรยาจะได้ซัพพอร์ตด้วย และภรรยาเขาก็ช่วยเขาให้เป็นเพื่อนกับคนอื่นให้เป็นด้วย

อุปสรรคของความรัก
1. คนเราจำเป็นต้องมีสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงในการกระโดดไปเคิร์ฟที่2
2. ไม่ว่าจะเป็นอินโทรเวิตแค่ไหน แก่แล้วยังไงก็ต้องมีเพื่อนแท้นะ
3. สำหรับคนแต่งงานแล้ว การมีคู่ชีวิตที่เมตตาและเป็นเพื่อนแท้กันได้เป็นสิ่งสำคัญ
4. การมีคู่ครองหรือการมีครอบครัวไม่ได้แปลว่าคุณจะมีเพื่อนแท้หรือคนสนิทในชีวิต
5. การมีเพื่อนเป็นทักษะอย่างนึงที่ต้องหัดมี ใช้เวลา และอาศัยความตั้งมั่นว่าจะไม่ทิ้งกัน ดูแลกันและกัน (commitment)
6. เพื่อนในสังคมทำงานไม่ได้เป็นเพื่อนแท้เสมอไป ถึงจะอยู่กันแล้วเป็นมิตรภาพที่ดีแต่ไม่ได้แปลว่าเป็นเพื่อนจริงๆ 

หลายคนมักอ้างว่า “ไม่มีเวลา” ซึ่งความรักและการรักษาความสัมพันธ์มันก็เป็นการกินเวลาจริงๆนั่นแหละ แต่ถ้าคุณอยากจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งไม่ว่าจะกับเพื่อน ครอบครัว พ่อแม่ลูก ก็ต้องมีการจัดลำกับและบริหารเวลาดีๆนั่นและ ส่วนคนที่มีพฤติกรรมเสพติด ไม่ว่าจะเสพติดสารยันเสพติดงาน มักจะมีพฤติกรรมเอาสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มาแทนที่มนุษย์ เช่น เอาสารเคมีมาทำให้ตัวเองมีความสุขแทนมนุษย์ หรือ เอางานมาแทนการหาคุณค่าให้ตัวเองแทนมนุษย์ ถ้าคุณเป็นคนบ้างาน ไม่ว่าจะมีคำแนะนำเรื่องการออกไปหาเพื่อนมากแค่ไหนก็ไม่ช่วยหรอก เพราะคุณจะไม่มีพลังงานเหลือเอาไปสร้างความสัมพันธ์จริงๆอยู่ดี ก่อนจะสร้างความสัมพันธ์ก็ต้องกล้ายอมรับว่าตัวเองบ้างานและต้องการออกจากมันก่อน (เหมือนการเสพติดเลย) ผู้เขียนเคยได้ยินคนคร่ำครวญว่า “ความสัมพันธ์ของผมมันช่างเปราะบางมาก ผมไม่รู้จะเริ่มยังไงเลยด้วยซ้ำ” บางคนก็ใช้เวลาหลายปีในชีวิตโดยไม่เคยปลูกความสัมพันกับคนอื่นเลย บ้างก็มองว่าสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนเป็นปัญหาในชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ คือพอมองเป็นปัญหาก็ไม่อยากดีล พอทิ้งไว้นานก็ยิ่งพอกพูนจนบางคนพูดว่า “ฉันสงสัยนะว่าเขาจะให้อภัยฉันมั้ย” แต่ก็ไม่เคยลงมือทำอะไร ผู้เขียนบอกว่า ในความสัมพัน การกระทำนั้นสำคัญกว่าคำพูด โดยเฉพาะเมื่อคำพูดของคุณมันก็ไม่เคยพูดแล้วทำจริงๆในอดีต ถ้าคุณอยากแก้ก็ต้องเริ่มลงมือทำได้แล้ว

Clayton Christensen เป็นศจ.ในฮาวาร์ด ได้วิเคราะห์การมีชีวิตดีๆ ไว้ว่าให้ทำตัวเหมือนเราเป็นเจ้าของบริษัท

1.วางแผนล่วงหน้า คนที่ประสบความสำเร็จจะมีวิธีคิดแบบคำนวณ Marginal Thinking คือเราจะใช้แต่ละชั่วโมงให้เต็มที่ยังไง เพียงแต่ปัญหาของความสัมพันธ์คือมันไม่ได้เหมือนการทำงานจริงๆ ในการทำงาน เวลาทำot เรารู้ว่าเราจะได้ot เท่าไร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรายอมทำโอทีแทนกลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัว แต่การใช้เวลากับคนรักและเพื่อนไม่มีอะไรการันตีว่าเราจะมีกันและกันตลอดไป แล้วสุดท้ายก็มาเจอกับปัญหาไม่มีสังคม ลองคิดว่าเราจะใช้เวลาสุดสัปดาห์นี้ยังไง เราจะใช้เวลาปัจจุบันยังไงเพื่อให้มันได้ผลลัพธ์แบบที่เราต้องการ? 

2. ทำหน้าที่ที่แท้จริงของคุณ – ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วขายในสิ่งที่เราอยากขาย แต่เราไม่สนความต้องการของลูกค้า ธุรกิจเราก็จะมีปัญหา ดังนั้นเวลาเรามีความสัมพันธ์เราต้องให้ในสิ่งที่เขาอยากได้ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้ บางทีเราก็เผลอให้เวลากับครอบครัวและเพื่อนของเราตอนเราสะดวกแทนที่จะเป็นเวลาที่เขาต้องการ บางทีพฤติกรรมนั้นก็ติดมาจากการที่เราเป็นเจ้าคนนายคนที่ทำงาน ก็เลยคิดว่าเป็นเจ้าคนนายคนที่บ้านเหมือนกัน แต่ความรักไม่ได้เป็นความสัมพันธ์แบบบนลงล่างแบบนั้น หากแต่เป็นแนวระนาบเดียวกัน และมันจะมีบางอย่างที่เฉพาะเราเท่านั้นถึงจะให้กับเขาได้ เช่น สิ่งที่มีแต่เราเท่านั้นจะให้กับลูกเราได้ (เวลา, คำปรึกษาในฐานะพ่อ ฯลฯ) หรือสิ่งที่มีแต่เราเท่านั้นจะให้ได้กับภรรยาหรือสามีของเรา (เพศสัมพันธ์ การกอด การไปเดทกันฯลฯ) ถ้าเราละเลยสิ่งนั้น ความสัมพันธ์ก็จะมีปัญหา และเขาก็จะไปหาจากที่อื่น 

3. ลงทุนอย่างฉลาด ลูกของผู้เขียนเคยถมว่า สามอย่างที่ผู้เขียนอยากให้ลูกมีในชีวิตคืออะไร ผู้เขียนไปนั่งคิดพักนึงก็ตอบว่า “ความซื่อสัตย์, ความเมตตา,​ศรัทธา โดยผู้เขียนมองว่าถ้าลูกชายมีสามสิ่งนั้นเขาจะต้องเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เป็นได้แน่ๆ หลังจากนั้นผู้เขียนก็พยายามที่จะลงทุนในการใช้เวลา พลังงาน ความรัก ความชำนาญ เงิน เพื่อให้ลูกเป็นคนแบบที่เราอยากให้เป็น

 ************************************************

บทที่ 7 เริ่มวัยวานปรัสถ์

อาศรม 4 เป็นแนวคิดของปรัชญาอินเดียโบราณ แบ่งเป็นรอบละ 25 ปี 
- ช่วงแรกเรียกว่าพรหมจรรย์ หมายถึงเป็นช่วงวัยเยาว์เข้าวัยผู้ใหญ่ คนในวัยนี้ควรอุทิศตัวให้กับการศึกษาหาความรู้
- พอช่วงสองเรียกว่าคฤหัสถ์ คือ เป็นช่วงวัยสร้างอาชีพ ครองเรือน มีลูก และไล่ตามสิ่งทางโลกไปให้เต็มที่
- สภาวะที่สามคือให้เรียนรู้จะปล่อยไปแล้ะเข้าสู่ช่วงวัยที่เรียกว่า วานปรัสถ์ มาจากคำสันสกฤตสองคำที่หมายถึงเกษียณ และ อีกคำคือ เข้าไปในป่า เสตจนี้คือการแยกตัวออกจากภารกิจเดิมๆแล้วอุทิศตัวให้การเติบโตทางจิตวิญญาณ
- สเต็ปสุดท้ายคือสันยาสี หมายถึงการอุทิศตัวให้กับการตื่นรู้ คือ สมัยก่อนเมื่อคนฮินดูอายุ 75 ปีก็จะทิ้งบ้านทิ้งครอบครัวแล้วเดินเข้าสู่โลกทางจิตวิญญาณ แต่ถ้าเรายึดติดกับช่วงวัยคฤหัสถ์แล้วไม่ก้าวเข้าสู่วัยวานปรัสถ์ก็จะเป็นทุกข์แบบชายบนเครื่องบินที่ผู้เขียนกล่าวถึงในตอนแรก

นิโคดิมัสซินโดรม
นิโคดิมัสเป็นบุคคลหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิล เขาเป็นฟาริสี(นักบวชชาวยิวในยุคพระเยซู ตำแหน่งฟาริสีเป็นที่รู้กันว่าเคร่งครัดในกฏและธรรมบัญญัติมากจนบางครั้งไม่มีการพิจารณาตามบริบท เช่น ในธรรมเนียมยิวโบราณ วันสะบาโตหรือวันที่ 7 ของอาทิตย์จะเป็นวันที่ทุกคนควรหยุดพัก ห้ามทำงาน แต่ฟาริสีไม่พอใจที่พระเยซูมีการรักษาผู้ป่วย หรือคนเจ็บในวันสะบาโต โดยบอกว่าเป็นวันที่ควรพัก ไม่ควรทำงาน แม้นั่นจะเป็นการรักษาคนก็ตาม) นิโคดิมัสเป็นฟาริสีที่เมื่อได้ยินคำสอนของพระเยซูก็เกิดความสนใจ แต่เขาไม่กล้าก้าวออกมาถามและเข้าหาพระเยซูโดยตรง เพราะตำแหน่งมันค้ำคอ จนต้องแอบไปพบพระเยซูกลางดึกที่ไม่มีใครเห็นแล้วถามคำถามและข้อสงสัยทางจิตวิญญาณกับพระเยซูในที่ลับ อาการนี้ผู้เขียนยกมาเล่าว่ามันคือ อาการกลัวที่จะแสดงออกว่าตัวเองแสวงหาความจริงเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ หรือจิตวิญญาณ เช่น สนใจในศาสนาหรือความเชื่อใหม่แล้วไม่กล้าบอกที่บ้าน, มีศรัทธาที่แตกต่างจากคนอื่นๆในแวดล้อมก็เลยอาย, คนที่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรตามความเชื่อของตัวเองแต่ไม่กล้าทำ ไม่กล้าเปลี่ยน แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในกับภายนอก

ในปัจจุบันการยืนอยู่บน “ไม่เชื่อ” นั้นสบายใจกว่า
ถ้าบางคนมีความสงสัยและการแสวงหาตั้งแต่วัยรุ่น (ในช่วงวัยรุ่นเรามักจะสงสัย และ ไม่มีปัญหากับคำถามว่า “ฉันเป็นใคร” แล้วก็ตอบไปว่า ไม่ได้มีความเชื่อ หรือ ไม่รู้) การยืนแบบนั้นก็สบายใจกว่าจริงๆ แต่ว่าพอผ่านไปจนถึงเข้าวัยกลางคน หรือ เปลี่ยนผ่านซีซั่นของตัวเองแล้ว บางทีพอลึกๆลงไปเราสนใจในความเชื่อเรากลับอายที่จะเปิดเผย ผู้เขียนบอกว่ารู้จักหลายคนที่เคยประกาศต่อต้านศาสนามาก่อนแต่พอวัยกลางคนแล้วแอบไปโบสถ์เงียบๆเหมือนแอบมีความสัมพันธ์ต้องห้าม ผู้เขียนก็บอกให้เหลือพื้นที่ให้ตัวเองเอาไว้ด้วย ว่าวันนี้ยังไม่มีความเชื่อ อีกวันนึงเปิดใจก็ไม่ต้องเขิน และอย่าลืมที่จะให้เวลากับตัวเอง – บางคนอยากจะรู้ความลับของจักรวาลทั้งหมดภายในการให้เวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วันทั้งที่จำนวนเวลาเท่านั้นมันเท่าๆกับที่คุณดูหนังเรื่องนึงเท่านั้น ไม่ใช่หนังไม่ใช่สำคัญ แต่ว่าอะไรที่(สมมติว่าเป็นไปได้ว่าจะเป็นความลับจักรวาล เป็นความจริงอันยิ่งใหญ่)ใจคอจะศึกษามันด้วยเวลาแค่นั้นแล้วกะจะแตกฉานเลยเหรอ

            ผู้เขียนมองว่าให้เทคเรื่องการเติบโตทางจิตวิญญาณเป็นเหมือนการที่มีคนบอกว่าคุณมีปัญหาสุขภาพแล้วต้องออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อรักษา – การเดินจงกรม การเดินแสวงบุญ มีในแทบทุกศาสนา ฮินดู พุทธ คริสต์ อิสลาม ผู้เขียนให้กำลังใจว่าอย่าไปยึดติดว่าตัวเองต้องเป็นคนนั้น ต้องเป็นคนนี้ แล้วจะไม่ยอมเปลี่ยน การที่เราอยากรู้เรื่องทางจิตวิญญาณทางศาสนาไม่ใช่เรื่องน่าอาย

 ********************************************

บทที่ 8 ทำให้ความอ่อนแอกลายเป็นความเข้มแข็ง
นักบุญเปาโล หรือ เซนต์พอล ก็เคยเป็นฟาริสีมาก่อนแล้วก็เกลียดชังคริสเตียน แต่ต่อมาระหว่างทางเดินทางไปเมืองดามัสกัส เขาก็เจอแสงสว่างจนแสบตาจนตาบอด ซึ่งภายหลังเขาก็กลายมาเป็นผู้เชื่อต่อพระเจ้าคนหนึ่ง แล้วก็เป็นคนที่อุทิศตัวมากในยุคที่คริสเตียนยังเป็นพลเมืองชั้นสองในโรม คือถูกกดขี่มาก อยู่ลำบากมากแต่เขาก็ยังหนักแน่นในศรัทธาจนวันตาย พอลถูกจับ 3 ครั้ง ถูกทรมาน ถูกเฆี่ยนตีจนไม่สามารถยืนหลังตรงได้ สุดท้ายพอลถูกประหารด้วยการตัดคอ พอลเป็นคนที่กล่าวว่า

            “พระองค์ทรงให้มีหนามในเนื้อของข้าพเจ้า เป็นทูตของซาตานคอยทรมานข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าทูลวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้งให้ทรงเอาหนามนี้ออกไปจากข้าพเจ้า แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพื่อว่าฤทธิ์อำนาจของเราจะได้ปรากฏเต็มที่ในความอ่อนแอ” ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตนด้วยความยินดี เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า ด้วยเหตุนี้แหละเพื่อพระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอ ในการสบประมาท ในความยากลำบาก ในการกดขี่ข่มเหง ในความยุ่งยาก เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง” 

            นักวิชาการมีการวิเคราะห์กันว่าคำว่าหนามนี่คืออะไรกันแน่ บ้างก็บอกว่าเป็นอาการอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาตาบอดระหว่างทางไปดามัสกัส เป็นไปได้มั้ยว่าอาการตาบอดนั้นกลับมาออกอาการอีกเป็นระยะ หรืออาจจะเป็นโรคอะไรสักอย่าง หรือเป็นอาการชัก (บางคนก็กล่าวว่าพอลน่าจะมีอาการชัก ถึงได้เห็นแสงสว่างวาบ หรือไม่ก็มีอาการเป็นนิมิต ที่เขาคิดว่าได้เห็นสวรรค์) บ้างก็บอกว่าอาจจะหมายถึงการถูกท้าทายจากบาปก็ได้(หมายถึง พอลอาจจะหมายถึงว่าตัวเองมีตัณหา ราคะ ความโลภ ฯลฯ)
แต่ที่น่าสังเกตคือ นักวิชาการก็มีบอกกันว่า ชาวคริสเตียนยุคแรกที่เป็นสาวกของพระเยซู หรือเป็นลูกศิษย์ของพอล ก็น่าจะรู้ดีว่าพอลมีปัญหาอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆส่วนที่น่าสนใจคือ พอลกล้าพูดถึงความอ่อนแอของตัวเอง บอกว่าอวดความอ่อนแอของตนด้วยความยินดี แต่กลับกันเมื่อพอลแสดงออกถึงความอ่อนแอของตัวเอง ส่งผลให้มีคนนับร้อยนับพันเปลี่ยนแปลงความเชื่อจากความเชื่อแบบยิวมาเป็นศาสนาใหม่ในยุคนั้น(ศาสนาคริสต์) ลองคิดภาพว่ามีบริษัทหนึ่งเพิ่งตั้งใหม่แล้วผู้บริหารเดินออกมาโฆษณาว่า “เฮ้ หวัดดีทุกคน ผมป่วย ทุกข์ใจ แล้วก็กำลังอาการหนักขึ้นเรื่อยๆด้วย สนใจมาร่วมศาสนาเดียวกันมั้ย?” ก็ค่อนข้างจะเป็นการตลาดที่แย่ โดยเฉพาะในยุคที่ใครๆก็ล้วนเอาเงินอุดสิ่งตำหนิในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโบท็อกส์ ผมร่วง เครื่องฟังไร้สาย ฯลฯ ในทางโลกแล้วไม่มีใครอยากอวดว่า ตัวเองไม่มีไอเดียดีๆอีกแล้ว ไม่มีพลังงานเหมือนเดิมอีกแล้ว การถูกปฏิเสธคือการพ่ายแพ้ การพ่ายแพ้คือเรื่องไม่ดี จงซ่อนมันเสีย อย่าพูดถึงมัน แต่พอลทำอีกแบบ เขาพูดถึงความทุกข์ของตัวเอง และบอกว่ามันสามารถเป็นของขวัญกับคนอื่นได้

            มันอาจจะเป็นเรื่องที่ค้านกับความรู้สึกของเราก็ได้ แต่มีผลวิจัยว่าคนที่ดูกล้าแกร่งสุดๆทำให้ลูกน้องรู้สึกไม่ค่อยกล้าเชื่อใจ ไม่อยากเข้าหา ไม่อยากคุยด้วยเท่าไร ทำให้ความสัมพันธ์ในองค์กรห่างเหินกัน

            สตีเฟ่น โคลแบต์พิธีกรสายตลกชื่อดังเคยกล่าวไว้ในการสัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์เครื่องบินตกที่ทำให้เขาต้องสูญเสียพ่อตัวเองไปตอนอายุ 10 ขวบ เขาพูดว่า “ผมต้องเรียนรู้ที่จะรักในสิ่งที่ผมไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นมากที่สุด” พิธีกรก็งงว่ายังไงนะ เขาบอกว่า การที่ยังมีชีวิต มีตัวตนอยู่ตรงนี้ ณ ตอนนี้มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แล้วถ้าเรารู้สึกยินดีที่มีชีวิต เราก็น่าจะยินดีกับทุกส่วนของชีวิต ไม่ใช่เลือกเอาแค่บางส่วน เพราะจริงๆเราก็เลือกไม่ได้ ผู้เขียนเล่าว่าเขามีเพื่อนคนหนึ่งที่วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย น่าจะอยู่ได้ไม่เกินปี เขารู้สึกเสียดายชีวิตในส่วนที่เคยใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายไป เขาจึงปฏิญาณตัวว่าจากนี้ไปจะไม่พลาดอะไรอีก แล้วเขาก็ใช้ชีวิตทุกวันเหมือนวันสุดท้ายจริงๆ ปรากฏว่าอยู่ได้จนเกินปี หมอบอกว่ามะเร็งอาจโจมตีเขาเมื่อไรก็ได้ เรียกได้ว่าความตายอยู่หน้าประตูเสมอ ปรากฏว่าเขาอยู่ต่อไปอีก 10ปีและตายท่ามกลางคนที่เขารักและรักเขา

            งานวิจัยปี 2018 ระบุว่าการที่เรายอมรับความทุกข์ ความเศร้าของตัวเองในชีวิตประจำวัน ทำให้เรามีความยืดหยุ่นในการดูแลอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง แต่ถ้าเราเลี่ยงที่จะยอมรับความอ่อนแอของตัวเองบ่อยๆ สุดท้ายพอเจอปัญหาใหญ่ๆ เราจะไม่มีความยืดหยุ่นที่จะแสดงออก จะยอมรับมันทั้งกับตัวเองและกับคนอื่น เพราะว่าปกติละเลยความรู้สึกตัวเองบ่อยๆ คนคนนั้นก็จะไม่มีกำลังที่จะเผชิญหน้ากับความรู้สึกตัวเองได้ในวันที่มันมาก้อนใหญ่ๆ

ผู้เขียนแนะนำว่า อย่าได้ซ่อนความอ่อนแอและปัญหาของตัวเองเลย บางทีการพูดถึงความอ่อนแอของตัวเองมันเป็นการคืนกำไรให้คนอื่นๆด้วยนะ เพราะว่าเมื่อคุณซื่อสัตย์กับตัวเองและถ่อมใจต่อความอ่แอนของตัวเอง คุณจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้ง่ายขึ้น แล้วความอ่อนแอนั้นแหละจะคอนเนคกับคนอื่นๆ ความรักในชีวิตของคุณจะเติบโต และในที่สุดคุณจะวางใจได้ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแฉ การแชร์ความอ่อนแอของตัวเองโดยไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไงมันเป็นพลังอย่างหนึ่งได้เลยนะ ถ้าสำหรับใครที่ทำได้ยากก็ขอให้ลองจินตนาการถึงความสงบใจของคุณที่จะไม่ต้องแกล้งทำเป็นว่าตัวเองแข็งแรงทนทานอีกต่อไปอีกแล้ว ลองคิดดูว่าจะมีกี่ชีวิตรู้สึกสบายใจขึ้น รู้สึกผ่อนคลายขึ้น รู้สึกกลัวน้อยลงเพราะคุณ พวกเขาจะสบายใจได้ว่าทุกคนก็อ่อนแอและมีปัญหาเหมือนๆกัน ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกยังงั้นคนเดียว

ส่งท้าย
     การจะเอาชนะการเสพติดความสำเร็จ และการจะเอาชนะความกลัวความตาย คือ การยอมรับความอ่อนแอและปล่อยมันไปแทนที่จะสู้ บางทีมันอาจดูเหมือนเป็นเรื่อง midlife crisis (วิกฤตวัยกลางคน)ก็ได้
            เนื่องจากผู้เขียนก็เขียนหนังสือเล่มนี้ถึงการปล่อยวางอาชีพและการงานเมื่ออายุมันฝืนไม่ได้ เขาเองก็ทำเหมือนกันคือลงจากตำแหน่งที่สถาบัน think tank แล้วก็เข้าสู่ยุคโควิดพอดี เขาไม่ได้เผชิญหน้ากับมันด้วยความสุขตลอดเวลา บางวันเขาเข้านอนแล้วตื่นขึ้นมาโดยคิดว่ายังต้องเตรียมตัวไปทำงานอยู่แล้วก็พบว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว เขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่สุดท้ายถึงมันจะน่าอึดอัดใจแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายมันก็จะจางหายไปเอง มีไบแอสตระกูลที่ชื่อว่า “fading affect bias” คือเมื่อเวลาผ่านไป อะไรที่เคยบอกว่าจะไม่ทำแล้ว หรือว่าทุกข์ทนมากในเวลานั้น สุดท้ายความรู้สึกก็จางลงและอาจจะเปลี่ยนเป็นยินดีที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับชีวิตของเราด้วยซ้ำ

 จำเป็นต้องเป็นวิกฤตวัยกลางคนเสมอไปมั้ย?

            ในปี 1970 มีหนังสือเล่มนึงที่พูดถึงชีวิตวัยกลางคนของคนทั่วไป โดยไปสัมภาษณ์ชายหญิงหลายร้อยคนจนได้ข้อสรุปว่า เรื่องวิกฤตวัยกลางคนนั้นจะอยู่ที่ประมาณอายุ 40 ปี โดยวัดจากการที่เวลาถามถึงแผนระยะยาวและเป้าหมายชีวิต คนก็จะเริ่มกังวลเพราะรู้สึกได้ว่าความฉลาดของตัวเองเริ่มถดถอยไปเรื่อยๆ นักวิจัยคนนี้เขาก็สรุปว่า มันก็คือการกังวลว่าตัวเองแก่ขึ้นนั่นแหละ (ในยุคนั้น 1970 อายุเฉลี่ยของคนคืออายุ 70 ปี และคนแต่งงานกันเร็วกว่าปัจจุบัน ตอนอายุ 40 คือวัยที่ลูกเริ่มย้ายออกจากบ้าน)

 

"Modern Elders" หรือ "ผู้อาวุโสยุคใหม่"

Modern Elder Academy (MEA)

  • จุดประสงค์: ช่วยผู้คนรีเซ็ตชีวิตและอาชีพ ด้วยการเน้นที่การเติบโต การเปิดกว้าง ความร่วมมือ และการแบ่งปันปัญญา

  • รูปแบบ: การพักผ่อนระยะสัปดาห์สำหรับกลุ่มเล็ก ๆ โดยเฉลี่ยอายุผู้เข้าร่วม 53 ปี

  • กิจกรรมสำคัญ: ผู้เข้าร่วมสร้าง "แผนชีวิตบทถัดไป" ผ่านคำถามต่อไปนี้

    1. กิจกรรมใดที่คุณจะยังคงทำอยู่?

    2. กิจกรรมใดที่คุณจะเปลี่ยนแปลง?

    3. กิจกรรมใดที่คุณจะเลิกทำ?

    4. กิจกรรมใหม่ใดที่คุณจะเรียนรู้?

การสะท้อนตัวเองและการตั้งเป้าหมาย
คำถามที่ต้องตอบ
:

  • คุณจะเริ่มต้นทำอะไรในทันที (สัปดาห์นี้, เดือนนี้, หกเดือนข้างหน้า)?

  • ผลลัพธ์ที่คุณคาดหวังในหนึ่งปีคืออะไร?

  • มุมมอง: การรีเซ็ตชีวิตเมื่ออายุ 50 ไม่ใช่ "ช้าเกินไป" เพราะด้วยอายุขัยเฉลี่ยและสุขภาพที่ดี นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงชีวิตครึ่งหลังที่เต็มไปด้วยความหมาย

บทเรียนในการเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่าน

  1. ยอมรับการเติบโตทางความคิด: เปิดใจเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง

  2. ให้ความสำคัญกับการร่วมมือ: ให้ความสำคัญกับทีมเวิร์กและการแบ่งปันปัญญา

  3. ปลูกฝังความเปิดกว้าง: ยินดีรับสิ่งใหม่ ๆ

  4. แบ่งปันปัญญา: ใช้ประสบการณ์ชีวิตเพื่อเป็นที่ปรึกษาและชี้แนะแก่ผู้อื่น

 

***********************************************

บทสรุป
การไล่ตามอะไรบางอย่างแล้วรู้สึกว่ามีความสุข บางทีเราอาจจะต้องมองดีๆว่าเราไล่ตามมันแล้วเป็นความสุขจริงๆหรือเปล่า การที่จะย้ายความแข็งแกร่งหนึ่งไปสู่อีกความแข็งแกร่งหนึ่งมันต้องใช้ทักษะใหม่อย่างมาก เราจำเป็นต้องน้อมรับวิธีการใหม่ๆ ถ้าให้สรุปสั้นๆ ก็จะเหลือประมาณนี้

ใช้ : สิ่งของ
รัก : ผู้คน
บูชา : สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ผู้เขียนไม่ได้บอกให้ไปบวช แต่แค่ให้ใช้ / รัก / และบูชาให้เหมาะสม ถ้าเราไปรักสิ่งของ หรือบูชาผู้คน หรือ ใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตจะมีปัญหาได้

            ถ้าเรารักสิ่งของ เราจะโดนมันสิง, ถ้าเราบูชาสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่น เงิน ทอง การงาน ความสำเร็จ ผู้คน เราจะตัดโอกาสชีวิตตัวเอง ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติในไบเบิล โมเสสบอกไว้ว่าถ้าเจอไอดอล(รูปเคารพ) ให้ทำลายทิ้งเสีย ผู้เขียนบอกว่าหนังสือเล่มนี้แหละที่จะให้วิธีการที่คุณจะทิ้งมันได้

           ย้อนกลับไปที่ชายบนเครื่องบิน ก็ยังมีชีวิตอยู่ขณะที่ผู้เขียนเขียนหนังสือเล่มนี้ เขาจะไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร และก็รับรู้ว่าชื่อของชายคนนั้นยังปรากฏในสื่อเป็นครั้งคราว ในแง่มุมว่าฮีโร่ที่ตกอับ หรือ เป็นคนที่มีบั้นปลายที่น่าสงสาร แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว การที่ได้ยินบทสนทนาของเขากับภรรยาโดยบังเอิญและนำมาสู่การวิจัยและเขียนหนังสือเล่มนี้จะอยู่ในใจเขาอยู่เสมอว่า อย่างน้อยความอ่อนแอ ความกังวล ความวิตกของคนคนนึงก็สามารถเป็นตัวช่วยให้คนอื่นๆได้อีกมาก ความหวังของผู้เขียนคืออยากให้ชายคนนั้นมีความสงบสุขก่อนจะถึงเวลานั้นของเขา และหวังว่าผู้อ่านก็จะพบสันติสุขในใจเช่นกัน

ขอให้คุณก้าวจากความแข็งแกร่งสู่ความแข็งแกร่ง

Vous aimez cette publication ?

Achetez un livre à ThanyaJk

Plus de ThanyaJk