สรุปหนังสือของ สุวรรณา สถาอานันท์ อจ.วิชาปรัชญา คณะอักษร จุฬา (2545) สำนักพิมพ์คบไฟ
บทนำ : ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและปรัชญา
- ในสมัยยุโรปยุคกลาง ปรัชญาเหมือนเป็นสาวใช้ของเทววิทยา (มีบทบาทในการอธิบายเทววิทยา ซึ่งเทววิทยาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาอยู่ดี)
- ยุคถัดมาที่ศาสนาเริ่มเสื่อมมนต์ขลังเพราะการมาของวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาเริ่มตั้งคำถามกับศาสนา แต่ครั้นจะหาคำตอบให้ว่า ถ้าสิ่งที่ศาสนาอธิบายโลกและชีวิตแล้วแบบไหนล่ะถึงจะใช่ นักปรัชญาก็ไม่ได้ตอบคำถามอภิปรัชญาเหล่านี้ได้ สุดท้ายกิจกรรมทางปรัชญาเลยค่อยๆย้ายไปสนใจที่จะถกกันเรื่องญานวิทยา ตรรกะ และภาษาแทนมากกว่า
- ในไทย(บริบทนี้จะกล่าวถึงพุทธไทยในเถรวาทเป็นหลัก)ชาวพุทธที่เคยอ้างถึงหลักปรัชญาเป็นเรื่องเป็นราว ก็จะมีพระธรรมปิฎก (ป.ปยุตโต) ที่เขียนหนังสือพุทธธรรม เขากล่าวว่า มีคนพยายามวิเคราะห์พุทธว่าเป็นอะไรกันแน่ ระหว่างศาสนา, ปรัชญา, หรือวิถีชีวิต (way of life) แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญที่จะมานั่งวิเคราะห์หาคำตอบ {ประมาณว่า รู้นะว่ามันมีคนมองแบบนี้ แต่ตัวเขาไม่ได้ใส่ใจจะลงลึกหรือถกเถียงด้วย เพราะมองว่าพุทธศาสนากว้างกว่านั้น}
- ในปรัชญาตะวันตกมักถือว่าความสามารถในการใช้เหตุผลของมนุษย์เป็นที่มาสูงสุดในการพิจารณาความรู้และความจริง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีที่อยู่ให้ศรัทธาเลยในปรัชญากรีก
- ในศาสนาเทวนิยมมักบอกว่ามนุษย์มีข้อจำกัด ยังไงก็เข้าถึงความจริงอันสูงสุดไม่ได้หากไม่มีพระเจ้าแสดง(reveal)ให้เห็น แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีเหตุผลเลยในศาสนาเทวนิยมเช่นกัน
- ในศาสนาพุทธเห็นข้อจำกัดของทั้งเหตุผลและศรัทธาโดยไม่ปฏิเสธทั้งคู่
- หลังศต.ที่18 ปรัชญาเริ่มมุ่งประเด็นที่ความน่าเชื่อถือทางญาณวิทยาจากข้ออ้างทางศาสนา พอถูกชี้ว่า unfalsify (พิสูจน์ผิดไม่ได้) ก็ทำให้ข้อความทางศาสนาเริ่มไร้ความหมาย บวกกับแนวคิดแบบ positivism( ปฏิฐฐานนิยม) ที่งอกมาจาก empiricism (ประจักษ์นิยม) คือ เชื่อในสิ่งจับต้อง ชั่งตวงวัดได้หรือประสบการณ์ตรง มนต์ขลังของศาสนาเลยเสื่อมไปเรื่อยๆ
- ทางศาสนาพยายามอธิบาย “ความจริง” แต่เป็นความจริงตามปรัชญาแบบอื่นที่ไม่ใช่ความจริงเชิงประจักษ์
ศจ.ปรัชญาศาสนา DC Philips ยกตัวอย่างว่า เมื่อมีคนถามเปโตรว่าเยซูผู้นั้นคือใคร
1. เป็นช่างไม้, เป็นคนนาซาเรธ นี่เป็นการให้ความหมายเชิงเดี่ยวที่ทุกคนในชุมชนรับรู้ร่วมกัน
2. เยซูคือพระคริสต์ ซึ่งเป็นความจริงของเปโตร เปโตรประกาศความจริงนี้จากการใช้ชีวิตติดตามเยซูไป และมีประสบการณ์ส่วนตัวกับเยซู
เราที่อาศัยในศต.ที่20 อาจคุ้นเคยกับความจริงเชิงประจักษ์ แต่ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีความจริงแบบอื่น หรือ ความจริงแบบอื่นจะไม่มีค่าเลย
(ผู้เขียนมองว่าการให้ค่าความจริงเชิงประจักษ์ว่ามีอำนาจเหนือสุดดูจะเป็นการตัดสินที่เด็ดขาดแบบคับแคบเกินไป)
- อันที่จริงในปรัชญาตะวันตกยุคคานท์ก็ยังยอมรับว่าการตีความประสบการณ์ก็คือส่วนหนึ่งของความจริง แล้วทำไมความจริงของเปโตรถึงจะถูกปฏิเสธ?
- หนึ่งในปัญหาการนิยาม “ความจริง”ในบริบทที่เกี่ยวกับศาสนา บางทีคนที่มีแนวคิดแบบเชิงประจักษ์นิยมปฏิเสธสภาวะ transcendence (โลกุตระ) ว่าเป็นโลกที่แยกออกไปจากโลกเชิงประจักษ์(โลกียะ) การคิดแบบนี้ส่งผลให้มนุษย์ธรรมดาสามัญเข้าถึงมันได้ยากขึ้นไปอีก แต่ศจ.ยูจีน ลอง บอกว่า เราไม่ควรมองโลกเหมือน subject(เรา) มองไปที่object(โลก) แต่อย่าลืมว่าความเป็นsubjectจะเกิดมีขึ้นได้ก็ภายใต้การรับรู้และมีประสบการณ์กับโลก เพราะงั้นถ้าสภาวะtranscendenceมีจริง มันก็ต้องพบได้ในโลกโลกียะด้วยนั่นแหละ
โลกุตระไม่ได้แยกออกจากโลกียะเป็นคนละโลก เหมือนกับการเข้าถึงพระเจ้าก็เข้าถึงได้แม้ว่าจะเดินอยู่บนพื้นถนนธรรมดา
- ชีวิตของมนุษย์ไม่ใช่มีแค่ subject มองไป object แต่เป็นมนุษย์เป็น “temporal being” คือเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในกระแสกาลเวลาเสมอ เรามีอดีตอยู่ในปัจจุบันของเราและอนาคตของเราด้วย แต่อดีตไม่ได้เป็นเจ้านายที่มีอำนาจครอบไปถึงอนาคต100% เพราะปัจจุบันก็มีกระแสของความเป็นไปได้ของอนาคตอยู่ กล่าวคือมนุษย์ไม่ได้ไร้อดีต เราไม่อาจปฏิเสธประวัติศาสตร์ตนเอง แต่ขณะเดียวกันก็มีเสรีภาพที่จะไปสู่อนาคตที่ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น
- มนุษย์พึงมีสำนึกรับผิดชอบต่อบุคคลรอบข้าง ธรรมชาติ สรรพสัตว์ สำนึกเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงภาวะ “being in the world” คือการที่เราแคร์สิ่งรอบข้างแสดงให้เห็นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เราอยู่ทั้งรับรู้ด้วยกาย ว่ากายนี้เป็นส่วนนึงของโลก และรับรู้ด้วยใจว่าเรามีความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆรอบเรา
===> คนที่ไม่แคร์ ไม่สนอะไรเลยถ้าไม่สนอะไรเลยจริงๆ ก็อาจจะว่างเปล่าข้างในเพราะไม่ได้คอนเนคอะไรกับใครเลย และไม่คอนเนคกับภาวะ being in the world ด้วย (?)
- นอกจากนี้ยังมี ”ศักยภาพที่รู้สึกขอบคุณ“ ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงแก่นสารความเป็นมนุษย์ ไฮเดเกอร์เคยพูดว่า Original Thinking is Thanks owed for being (ความคิดออริจินัลคือการแสดงการขอบคุณที่เราเป็นbeing) ทั้งนี้เพราะในการแสดงความขอบคุณเพราะใจเราได้คำนึงถึงสิ่งที่เรามีและภาวะที่เราเป็น
สรุปก็คือ ความสามารถที่มนุษย์จะเห็นความสัมพันธ์กับโลกและบุคคลอื่น, ศักยภาพที่จะรับผิดชอบและแคร์, ศักยภาพที่จะรู้สึกขอบคุณ ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเราก็มีได้นะ สภาวะtranscendence และมันไม่ได้แยกออกจากชีวิตประจำวันของมนุษย์เลย
การวิเคราะห์ของศจ.ยูจีน ลอง ก็ทำให้เกิดช่องทางให้ฝ่ายปรัชญากับฝ่ายศาสนามาคุยกันได้ จากเดิมที่ศาสนาดูจะอ้างอิงอะไรที่เหนือโลก สภาวะอันยากเข้าถึงซึ่งปรัชญาคุยด้วยไม่ได้ แต่ถ้ามองว่าสภาวะtranscendence มันอาจจะง่ายๆแค่นี้ก็ได้นะ เราก็จะคุยกันได้ง่ายขึ้น
ถ้าปรัชญาเวลาตั้งคำถามถึงชะตากรรมของมนุษย์ ความทุกข์ ความร้าย ความดี จิตสำนึก ความหมายของชีวิต ยิ่งคุยก็จะยิ่งไปแตะศาสนา แต่พอไม่เอาศาสนาก็คุยไปต่อไม่ได้, ทางศาสนาเองถ้าขาดปฏิสัมพันธ์กับปรัชญาก็จะกลายเป็นความเคร่งครัดตามคัมภีร์ เป็นศรัทธาคับแคบ ไร้ปัญญาเช่นกัน
- ผู้เขียนอยากจะแสดงความเคารพต่อการเทียบเคียงศาสนาเอกเทวนิยมกับพุทธปรัขญา ชวนท้าทายแต่ยังให้เกียรติอยู่โดยหวังจะให้เกิดบทสนทนาที่มีความหมายมากกว่าจะโจมตี
****************
บทที่1 : ที่มาของความรู้ เหตุผล ศรัทธา ปัญญา
เหตุผล > ตัวแทนที่มาของความรู้ยุคคลาสสิก
ศรัทธา > ตัวแทนที่มาของความรู้ศาสนาเอกเทวะ
ปัญญา > ตัวแทนที่มาของความรู้พุทธ
(ไม่ได้แปลว่าแต่ละข้อไม่มีข้ออื่นๆที่เหลือ)*
**สังเกตว่าขณะที่text bookปรัชญากรีก/ตะวันตก เริ่มต้นที่การคิด(เหตุผล)ของมนุษย์, text bookของพุทธก็คือพระไตรปิฎกเริ่มต้นที่การตื่นรู้ของพุทธะแล้วเอามาสอน(ปัญญา), text bookของศาสนาเอกเทวนิยมเริ่มที่การสร้างจักรวาลของพระเจ้า(ศรัทธา)
เหตุผล
- ปรัชญากรีกดูจะมีความถ่อมตัวมากสุดในแง่ที่คิดว่า เราไม่รู้ แต่เรารักในความรู้ เราเลยตั้งคำถาม, เราแค่รักในความรู้ แต่เรารู้ว่าเราไม่อาจครอบครองความรู้หรือinsightfulทั้งหมดในโลกได้ เราควรตรวจสอบเหตุผลตนเองสม่ำเสมอ(ไดอะล็อก ถามตอบกันไปเรื่อยๆ) เพราะเราอาจหลงผิดได้ และมนุษย์อ้างความรู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้ไม่ได้ ทำได้แค่บอกว่ารักที่จะมีความรู้นั้นก็แค่นั้น
- ขณะเดียวกันปรัชญากรีกก็ดูจะยโสที่สุดที่มองว่าการใช้เหตุผลของมนุษย์นี่แหละคือที่มาของความรู้สูงสุด (ไม่ได้แปลว่า absolute knowledge แต่สูงสุดในที่นี้คือแสดงถึงการให้ค่าชุดความรู้นั้นๆ) ปรัชญากรีกไม่ได้บอกว่าความรู้สูงสุดไม่ได้มาจากเทพหรือพระเจ้าแต่มนุษย์นี่แหละพึงคิดได้เอง ไม่ว่าจะเป็นชีวะ ขนบธรรมเนียม ความดี ความงาม ความยุติธรรม ล้วนมาจากศักยภาพที่จะคิดของมนุษย์
ปัญญา
- ความรู้ของพุทธคือความรู้ที่จะดับทุกข์ เป็นความรู้ที่พิสูจน์ได้ด้วยบุคคลใดก็ได้ที่พร้อมปฏิบัติธรรม แต่ขณะเดียวกันเราจะสรุปได้มั้ยว่าพุทธะ(ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) “รู้ภาวะโดยรวมทั้งหมดได้“ตามความหมายของปรัชญากรีก เพราะสำหรับพุทธแล้วคำถามใหญ่คือ ”แล้วความรู้ต่อภาวะโดยรวมทั้งหมดนั้น = รู้แล้วดับทุกข์หรือไม่” เพราะธรรมะของพุทธะเน้นดับทุกข์ และพุทธะไม่ตอบคำถามอภิปรัชญา (อ้างอิงจากพุทธธรรม และพระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่ม13 มัชฌิมนิกาย ข้อ 147-152) พุทธะบอกว่าความรู้ที่สอนคือแค่ใบไม้ใบเดียวเทียบกับความรู้ที่มีอยู่บนต้น
(สรุปคือในศาสนาพุทธ เวลาพูดถึงความรู้จะหมายถึงอันที่เอาไปดับทุกข์ได้ ไม่ใช่ความรู้แบบปรัชญากรีก)
สำนักคิดก่อนและในสมัยพุทธกาลแบ่งตามเกณฑ์ที่มาความรู้ได้ 3 แบบ
1) จารีตนิยม - ยอมรับความรู้จากพระเวท
2) เหตุผลนิยม - ยอมรับความรู้จากการคิดเหตุผลและปฏิเสธการรับรู้เหนือผัสสะ
3) ทดลองปฏิบัติ - ยอมรับความรู้จากปสก.ตรงรวมทั้งความรู้เหนือผัสสะ <== พุทธะคือแบบ3
**ดร.วิทย์ วิศทเวทย์ กล่าวว่า พุทธไม่ได้จะไม่เชื่อว่ามีสิ่งที่อยู่พ้นประสาทสัมผัส เพียงแต่บอกว่าสิ่งเหล่านี้อธิบายด้วยประสาทสัมผัสธรรมดาไม่ได้ ใช้เหตุผล ตรรกะ ทฤษฎีวิทย์ก็ไม่ได้ แต่คนที่ประสบมาแล้วถึงรู้ได้เอง ความจริงสูงสุดไม่ได้อยู่พ้นประสบการณ์มนุษย์ แต่พ้นภาษาและการอธิบายของมนุษย์
- พอพุทธบอกว่ามันมีความจริงที่เหนือภาษาอยู่ ไม่ได้จำกัดแค่โลกผัสสะหรือโลกเหตุผล กิจกรรมทางศาสนาของพุทธเลยมีข้อจำกัดเสมอ แม้แต่การสนทนาธรรมก็เป็นแค่ขั้นตอนหนึ่งแต่ไม่ได้สำคัญที่สุด
- พุทธะไม่ได้ปฏิเสธว่าเราควรให้ค่าผู้อาวุโสจริงๆแต่แบบไหนถึงเรียกว่าอาวุโส คือ พุทธะไม่ได้ปฏิเสธหลักความหมายแต่ให้ความหมายใหม่ (ว่าผู้อาวุโสในที่นี้คือคนตื่นรู้ก่อน) https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=1&A=1&Z=315
*แม้การให้ความหมาย “ความรู้”จะไม่เหมือนปรัชญากรีก แต่การที่มองว่ามนุษย์มีศักยภาพเข้าถึงความจริงได้ด้วยตนเอง มุมนี้พุทธมีเหมือนกรีก ซึ่งศาสนาเอกเทวนิยมไม่มีตรงนี้
ศรัทธา
- สำหรับศาสนาเอกเทวนิยม(ยิว คริสต์ อิสลาม)เริ่มต้นคอนเซปต์เกี่ยวกับ“ความรู้”ว่า มนุษย์มีข้อจำกัด ไม่อาจเข้าใจอะไรทุกๆอย่างอยู่แล้ว ไม่อาจเข้าใจพระเจ้าและแผนการของพระเจ้าได้ แล้วในเมื่อมนุษย์ทำไม่ได้ด้วยตัวเองแต่แรกจึงตามด้วย 2 คำถาม
1) ถ้ามนุษย์มีข้อจำกัดในการรู้จักพระเจ้าแล้วทำไง
2) มนุษย์จะมีความสัมพันธ์ยังไงกับพระเจ้าในเมื่อเรามีข้อจำกัดที่จะเข้าถึงพระเจ้า
{คำตอบคือ ศรัทธา, มันจะช่วยให้เราเข้าถึงส่วนที่เรายังไม่เข้าใจได้}
- ความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับมนุษย์เป็นความสัมพันธ์แบบพันธสัญญา พระเจ้ารักมนุษย์ก่อนและรักอย่างลึกซึ้ง เราไม่อาจเข้าใจมันได้ในแว้บแรกแต่มนุษย์ตอบสนองด้วยความวางใจ (ในทางปฏิบัติคือทำตามที่พระเจ้าต้องการ ถึงจะดูไม่เมคเซ้นส์ทางโลก ไม่รู้ทำไปทำไม แต่เพราะวางใจในพระเจ้าเราจึงทำ ทำไปทำมา ค่อยเก็ตภายหลังว่าเรื่องนี้เราได้อะไรจากมัน)
ไบเบิลไม่ใช่textbook เชิงปรัชญา เวลาอ่านควรมองเป็นบันทึกของผู้เชื่อ ไม่ใช่เรื่องแต่งของผู้เชื่อ ดังนั้นมันจะมีการบรรยาย(narate)แบบของมัน เหมือนเราอ่านบันทึกการเดินทางของคนที่ไปแบ็กแพค เกิดอะไรขึ้นกับเขา
- ศจ.นิเนียน สมาร์ทเสนอวิธีทำความเข้าใจความเชื่อที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจศาสนาเอกเทวนิยม คือแยกแยะระหว่าง “เชื่อใน”กับ“เชื่อว่า”
เชื่อว่า believe that มีระดับความเป็นไปได้เกี่ยวข้อง เช่น เชื่อว่าวันนี้ฝนจะตก, เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น
เชื่อใน believe in คือเชื่อในความรัก เชื่อในความดี เชื่อในตัวใครสักคน เชิ่อในองค์กร ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการอุทิศตัวของเราและความวางใจของเราในสิ่งนั้นๆ เช่น ถ้าเราเชื่อ
บางครั้งสิ่งที่เราเชื่อใน ก็ส่งผลต่อการที่เราเชื่อว่า เช่น เราเชื่อในองค์กร A ว่าจะยุติธรรม เราจึงเชื่อว่าองค์กรAจะไม่กดค่าจ้างแรงงาน ซึ่งการ“เชื่อใน”ของศาสนาเอกเทวนิยมนั้นเชื่อมโยงกับ “ศรัทธา” นั่นเอง
- ศจ.สมาร์ทตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลที่นักวิชาการศาสนาหลายคนไม่ค่อยให้ค่า ผลหรือเมสเสจที่ถอดมาจากศรัทธาเพราะมันมีความแม่นยำทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่ำ แต่ก็อีกนั่นแหละ จริงๆเราไม่จำเป็นต้องเอาวิทย์หรือคณิตมาตัดสินความแม่นยำทางศาสนา
- ในศาสนาเอกเทวนิยม ศรัทธามาก่อน ปัญญาถึงเกิดผ่านการ“เผยให้เห็น” (revealation) เพราะมนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ และความจริงอาจไม่สมเหตุสมผลในเบื้องแรกแต่หากไว้ใจในการนำของสิ่งที่เราศรัทธา(พระเจ้า) และจะตรวจสอบความแม่นยำได้ด้วยการย้อนกลับไปในพระคัมภีร์ว่ามันจะเป็นไปทิศทางเดียวกันหรือไม่
- ในศาสนาพุทธก็ไม่ใช่ไม่มีอะไรแบบนั้น ศรัทธาเกิดขึ้นในใจผู้ฝึกก่อนจึงเริ่มเข้าหาครูบาอาจารย์ และน้อมใจไปฟังว่าต้องปฏิบัติยังไง ควรมองเรื่องนี้ยังไง เมื่อจิตใจผ่านการขัดเกลาถึงจุดหนึ่ง ผู้ฝึกมีประสบการณ์แล้ว ไม่ติดอยู่เลเวล “เข้าใจทฤษฎีด้วยเหตุผล” ถึงตอนนั้น ศรัทธาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะถูกแทนที่ด้วยปัญญาแล้ว
ศรัทธาในพุทธมีประโยชน์ในแง่เป็นตัวนำพาให้ฝึก แต่ ณ จุดนึงเมื่อเติบโตทางปัญญา ก็หมดธุระกับศรัทธาแล้วเหมือนกัน
สิ่งเช็คความแม่นยำของพุทธก็คือการปฏิบัติและเอาประสบการณ์ตัวเองที่ฝึกฝนมาใช้ในชีวิต
*************************
บทที่2 วิธีอธิบายโลก
การอธิบายโลกที่แตกต่างกันนำมาสู่มุมมองและการให้ความหมายของตัวเองบนโลกต่างกัน
- พุทธอธิบายกฎธรรมชาติด้วยปฏิจจสมุปบาท สิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี, สิ่งนั้นที่ว่าก็เช่นมีอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี สังขารเป็นปัจจัยวิญญาณจึงมี ฯลฯ มีความหมายสองนัย คือ
1)แง่ส่งผลข้ามภพข้ามชาติ กับ
2)แง่ที่ทั้งหมดเกิดดับขึ้นในขณะจิตเดียว ซึ่งคนพุทธก็มีที่เชื่อเรื่องนี้ต่างกันออกไป
ไม่ว่าจะเชื่อแบบใด ด้วยความที่พุทธอธิบายโลกแบบเป็นเหตุเป็นผล ก็ไม่แปลกที่จะรับไอเดียของfirst causeไม่ได้ เพราะจะมองโลกแบบถ้าอยากทำอยากได้อะไรก็ต้องลงมือเองด้วย
- พระศรีวิสุทธิโมลี(เจ้าคุณชุบ)กล่าวว่าการพยายามหาและพิสูจน์first causeเป็นไปไม่ได้ (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ในแง่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีfirst cause หรือเป็นไปไม่ได้ในแง่ของจะไปหาความจริงเรื่องนี้ด้วยการคิดเอาได้)
- ป. ปยุตโต ไม่ได้พูดในทางที่บอกว่าเขาสนับสนุนว่าปฏิจสมุปบาทส่งผลข้ามภพข้ามชาติหรือแบบเกิดดับในขณะจิตเดียว แต่มีบอกว่า คนที่เชื่อในแนวคิดผู้สร้างคือยึดติดกับอัตตา ติดสมมติ ติดความคิดที่ว่าอะไรที่มีอยู่แปลว่าจะต้องถูกสร้างขึ้นทั้งที่จริงๆมันมาจากเหตุปัจจัย และมองว่าความเชื่อเรื่องผู้สร้างไม่มีความจำเป็นตามจริยธรรมแบบพุทธ
ถ้าเรายอมรับหลักการปฏิจจสมุปบาทในฐานะเครื่องอธิบายความเป็นไปของโลก เราจำเป็นต้องปฏิเสธความเป็นไปได้ของผู้สร้างโดยอัตโนมัติด้วยมั้ย?
**เหตุใดการที่นายAทำสิ่งนึง แล้วนายBทำเหมือนกันแต่ให้ผลไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่นายAเคยทำสิ่งหนึ่งแล้วได้ผลแบบนึง ทำอีกรอบปรากฏว่าได้ผลไม่เหมือนเดิม สำหรับพุทธก็อธิบายด้วยเหตุปัจจัย คือมันมีปัจจัยมากกว่าที่เราเห็นและเข้าใจ และเราไม่อาจรู้ได้ทั้งหมด ส่วนผู้เชื่อในศาสนาที่มีพระเจ้าก็บอกว่าเพราะพระเจ้านั่นเอง และเราไม่อาจรู้ได้เพราะความรู้และความสามารถในการเข้าถึงความรู้ของเรานั้นมีจำกัด คนพุทธเชื่อในเหตุปัจจัยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างแต่เชื่อแต่รู้ว่ามี และคนที่เชื่อในพระเจ้าก็เชื่อว่าพระเจ้าอยู่เบื้องหลังสิ่งต่างๆเหมือนกัน
- ศาสนาเอกเทวนิยมอธิบายเรื่องโลกว่า โลกนี้เกิดขึ้นจากพระเจ้าสร้าง สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นก็มีฟังชั่นว่าถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไร แนวคิดนี้นำไปสู่ทัศนคติว่าเราคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อทำอะไร ก็เพื่อรับใช้พระเจ้า, เพื่อครองคู่, เพื่อดูแลสรรพสิ่งอื่นๆที่พระเจ้าสร้างฯลฯ ศาสนาตระกูลนี้อธิบายโลกผ่านการเล่าแบบประวัติศาสตร์(ที่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์จริงๆของโบราณคดีแต่เป็นประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองชนชาติและความสัมพันระหว่างคนกับพระเจ้า
**************************
บทที่3 การพิจารณาความจริงในคัมภีร์ทางศาสนา
- ศาสนาพุทธและศาสนาเอกเทวนิยม ต่างก็มีส่วนของ“คำสอน”และส่วนของสตอรี่ ตำนาน เหตุการณ์ มีบางคนมองว่าจะเอาส่วนที่เป็นการสอนล้วนๆโดยแยกจากส่วนเทวะตำนานต่างๆไปเลย แต่ ศจ.รูเพิร์ต เกตินบอกว่าจะเป็นการน่าเสียดายถ้าเราจะศึกษาศาสนาโดยฟิลเตอร์เอาสิ่งเหล่านั้นออกไป
“ความจริง” ในศาสนา
- ปรัชญากรีกโดยเฉพาะแนวคิดของอริสโตเติลได้รับการแปลเป็นละตินโดยปราชญ์มุสลิมได้ครอบครองพื้นที่การตัดสินและนิยามว่าอะไรใช่/ไม่ใช่ความรู้ ปรัชญากรีกครอบคลุมอภิปรัชญา, ตรรกะ, จริยศาสตร์, การเมือง, สุนทรียศาสตร์ ฯลฯ จนทำให้ความรู้เชิงเทววิทยาก็พลอยต้องพิสูจน์คุณค่าของเทววิทยาไปด้วย
อีกหนึ่งตำรวจตรวจ“ความจริง”ของเอกเทววิทยา คือสำนักประจักษ์นิยม (empiricism) โดยเฉพาะเดวิด ฮูม ที่ชี้ว่าคำสอนที่เกี่ยวกับพระเจ้าหรือการอัศจรรย์ต่างๆไม่อาจยืนยันได้ด้วยความรู้เชิงประจักษ์ แต่ศาสนาก็เป็นแค่ธรรมเนียมปฏิบัติที่เชื่อสืบกันมาเฉยๆ
- บางคนเสนอให้ไม่ต้องตีความ ให้อ่านตรงตามตัวอักษรเลย, บางคนเสนอว่าก็อ่านโดยมองเป็นเทวะตำนานของคนโบราณไป, คานท์เสนอว่าเท็กส์ในศาสนาเป็นการตีความเชิงเหตุผล ชี้ให้เห็นถึงสภาวะการเป็นทาสแล้วเปลี่ยนสู่เสรีภาพทางศีลธรรมอันเป็นสากลฯลฯ
ศจ.ฮันส์ ฟรายบอกว่าถ้าเราอ่านคัมภีร์ทางศาสนาด้วยท่าทีแบบนั้น มันจะกลายเป็นเราleft outหลายอย่างออกไป กลายเป็นเรื่องที่จะ“สื่อ”ถอดเปลี่ยนได้ นั่นเท่ากับเรื่องราวก็ไม่ได้สำคัญอะไรไปซะงั้น เพื่อไม่ให้เป็นแบบนั้น เราต้องกลืนมันทั้งๆที่มันเป็นเรื่องเล่านั่นแหละ
**ศจ.ฮันส์ชี้ว่า ถ้าเรา“แทน”ความจริงของโลกภายนอกด้วยภาพประทับในจิตของเรา ซึ่งในจิตของเราแบบนั้นมันไร้มิติกาลเวลา มันเท่ากับเป็นการ“บินหนี”จากมิติเวลาและสภาพบุคคล (คิดเอาโดยเทียบเคียงว่าเขาเล่าแบบนี้มันแทนที่ได้ด้วยอะไรบ้างในใจเรา = โลกในใจเราจะไม่มีเวลา=ไม่มีเวลาก็คือไม่มีสภาวะแห่งบุคคลด้วย = อ่านเรื่องเขาแต่ตีความใหม่เป็นเรื่องตัวเอง)
งั้นต้องอ่านคัมภีร์ทางศาสนาแบบไหน?
1) ศจ.พอล ริเคอร์ ศจ.ทางปรัชญาที่มีแนวคิดแบบผสมผสานระหว่างฟิโนเมโนโลจีและเฮอมานูติก มองมันเป็นเรื่องเล่า ไม่ใช่มานั่งถอดข้อความหรือนิยามคำแยกๆกัน เราควรพิจารณาความจริงโดยครอบคลุมถึงโลกในคัมภีร์ทางศาสนาด้วย
“ความจริง”ของเรื่องเล่าทางศาสนามีลักษณะเป็น“ความจริงของกวีหรือวรรณกรรม”มากกว่า“ความจริงของนักประวัติศาสตร์“
2) เมื่อเราอ่านเรื่องราวของบุคคลในคัมภีร์ทางศาสนาที่ถึงแม้จะเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่ามีอยู่/หรือไม่มีอยู่จริงทางประวัติศาสตร์ แต่ถ้าอ่านจากคัมภีร์ทางศาสนาก็อ่านเป็นตามนั้น ริเคอร์ไม่ได้บอกว่ามันเป็นคนละโลกกัน แต่เขาพยายามจะสื่อว่า ถ้าจะอ่านให้ได้อะไรก็คืออ่านแล้วเราสามารถเว้นวรรค(suspend)โลกในชีวิตประจำวันไว้ชั่วคราว แล้วเชื่อมโยงตัวเองกับโลกในเท็กส์ เมื่อทำแบบนี้โลกในชีวิตประจำวันของเราจะถูกขยายให้กว้างขึ้น แล้วคัมภีร์ทางศาสนาจึงจะทำงานในชีวิตเราได้มากกว่าแค่เท็กส์บุค
3) อ่านสิ่งที่อ่านเหมือนเป็นคู่สนทนา(partner) บางทีเราอ่าน/ฟังเรื่องเล่าของคนอื่นแล้วจับเมสเสจจนลืมไปเลยว่ามันมีความแตกต่างทางกาลเวลาของแต่ละยุคสมัยด้วย (ขาดการawareถึงกาละ เทศะ เพราะจะเอาแต่สาส์นจนลืมสิ่งที่เรื่องจะสื่อ)
4) เมื่อเราอ่านเรื่องเล่าทางศาสนา ขั้นแรกต้องเห็นว่ามีโลกในเท็กส์(วงกลมฟ้า) ฃ และ โลกของฉันที่เป็นผู้อ่าน(วงกลมแดง) แล้วเราเอามันมาวางซ้อนกัน พื้นที่ที่ทับซ้อนกันนี้เอง แกรี่ คอมสต๊อก(นักวิจัยปรัชญา)เรียกว่า projected world โดยเขาอธิบายว่ามันจะเป็นพื้นที่ของ“ความเป็นไปได้” (พื้นที่สีเหลือง)
เช่น ถ้าวงกลมน้ำเงิน(ความจริงในเรื่องศาสนา)บอกว่าให้สู้กับศัตรูด้วยเมตตา, วงกลมแดง(ความจริงในชีวิตเรา) เราก็มีศัตรูในชีวิต ถ้าเราอ่านแล้วเราเห็นด้วยกับคำสอนหรือวงน้ำเงิน เมื่อจินตนาการว่าตัวเองเป็นคนในเรื่องไม่ได้ ก็คือไม่รีเลท วงไม่ซ้อนกัน อ่านไปก็เท่านั้น
ถ้าอ่านแล้ว “เข้าใจได้”ว่าทำไมถึงทำแบบนั้น แต่เราไม่สามารถเอามาใช้ในชีวิตของเราได้ เข้าใจไปก็ไม่ส่งผลต่อชีวิตของเรา (พื้นที่สีเหลือง)ดังนั้นเรื่องเล่านั้นก็ยังไม่เป็น“จริง“ที่สมบูรณ์ เพราะสุดท้ายแล้วสาส์นในตัวเท็กส์ก็ไม่ได้กลายมาเป็นจริงในการปฏิบัติของคู่สนทนาอยู่ดี ฉันสามารถจัดการกับศัตรูด้วยความเมตตาได้จริงหรือไม่
**พอล ริเคอร์ กล่าวว่า เรื่องเล่าและเรื่องราวมันเป็นรากเหง้าของความจริงของชีวิต เราเล่าชีวิตตัวเองยังไงนั่นก็คือชีวิตตัวเองนั่นแหละ
\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\
เรื่องราวประกอบไปด้วย
1) occurance นำไปสู่event
2) concordance & discordance ความลงรอยหรือย้อนแย้งจากเรื่องราวในชีวิต ลงรอยก็พอใจ ย้อนแย้งก็ขัดใจ
3) เวลา อดีตส่งผลถึงปัจจุบันและหอบไปถึงอนาคต
*รวมกันจึงเกิดเป็นเรื่องราวของชีวิต เรื่องราวในคัมภีร์ทางศาสนาเป็นแบบนั้น เกิดเหตุการณ์ เกิดความลงรอยและขัดแย้ง
ถ้าเราเทคมันเป็นเรื่องแต่ง เราจะคาดหวังให้มันมีคำอธิบายกับความขัดแย้ง เรื่องคลี่คลาย และลงตัว แต่ถ้าเราเทคมันเป็นเรื่องเล่า มันจึงไม่ได้มีคำอธิบายลงตัวได้ทุกอย่าง ชีวิตก็เป็นแบบนั้นรึเปล่า?
พอล ริเคอร์
ชีวิตมนุษย์ผูกพันอยู่กับจินตนาการในกาลเวลาอื่นนอกจากปัจจุบันขณะเสมอ เช่น การอแวร์ว่าเราก็มีพ่อแม่ มีคนที่อยู่มาก่อนตัวเอง รวมถึงการจินตนาการถึงอนาคตว่าคนรุ่นถัดๆไปจะเป็นยังไงต่อ (คนที่มาก่อนและคนที่มาหลังจากเรา)
การเข้าใจว่ามนุษย์คือใครนั้นไม่อาจแยกออกได้จากคติเรื่องการกระทำ(action)ของมนุษย์ หมายถึงว่าเราต้องแยกระหว่างการกระทำ กับ พฤติกรรม(behavior)ด้วย
behavior - ทฤษฎีต่างๆเอามาอธิบายบรรยายกิจกรรมมนุษย์ เช่น พฤติกรรมแบบนี้อธิบายได้ด้วยจิตวิทยาว่า, อธิบายได้ด้วยหลักสังคมศาสตร์ว่า ฯลฯ
action - เราไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายไปแห้งๆ เพราะมนุษย์ตัดสินใจกระทำ(หรือไม่กระทำ)บางอย่างเพราะมีเจตจำนง มีเป้าหมาย
กล่าวคือบริบทจะให้ความหมายกับการกระทำ มนุษย์เป็นผลรวมของการกระทำ(เรื่องเล่า)ของตนเองเสมอ
ถึงจุดนี้เราจะเห็นได้ว่าเรื่องเล่าเป็นฐานแห่ง subjectivity ถึงทางพุทธจะมีไอเดียว่าเราไม่มีตัวตนจริงๆ แต่ถ้าเราไม่ได้ปฏิเสธความเป็น subjectivity ของเรา และก็ไม่ได้บอกว่ามันจะเป็นแบบนั้นไปตลอด
แน่นอนว่ามีวิธีการอภิปรายความจริงในคัมภีร์ทางศาสนาหลายแบบ แต่นี่ก็เป็นแค่วิธีหนึ่ง
การตีความกับพุทธเถรวาท
>ไม่เน้นตีความ เน้นปฏิบัติคือ ต้องทำให้text กลายมาเป็นความจริงของตัวเองผ่านการปฏิบัติ
> ถ้าพุทธจะมีปัญการตีความก็คงจะเป็นการที่เถรวาทจะเอาแต่ส่วนที่เป็นบาลีบันทึกคำสอนเท่านั้น ไม่ยอมรับข้อเขียนที่มาหลังพุทธะปรินิพพาน หรือที่ไม่ได้มาจากสาวกที่ได้ฟังจากพุทธะโดยตรง ถึงกับบอกว่าถ้าไม่รักษาคำพูดของพุทธะไว้ คำตรัสเดิมหมดไปก็เหมือนพุทธศาสนาหมดไปแล้ว แม้จะเหลือพระสูตรฝ่ายมหายานก็ไม่นับว่าแท้
> ตอนฟังก็ต้องฟังด้วยใจเป็นกลาง ไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบเพราะจะนำไปสู่ไบแอสและคอนเฟิมไบแอสตัวเอง และยังมีอีกส่วนในปาสาทิกสูตรสำหร้บแนวทางการสอบสวนธรรมคือ
1-อรรถะผิด พยัญชนะผิด ให้พิจารณาว่าชอบด้วยอุบายหรือไม่
2-อรรถผิด พยัญชนะถูก ให้พิจารณาว่าอันไหนชอบด้วยอุบายกว่ากัน
3-อรรถถูก พยัญชนะผิด ก็พิจารณาว่าอันไหนชอบด้วยอุบายกว่ากัน
4-อรรถถูก พยัญชนะถูก พิจารณาว่าชอบด้วยอุบายก็อนุโมทนา
อีกอันคือหลักทั้ง4จากจตุปฏิสรณสูตร(ว่าด้วยหลักพึ่งพิงเพื่อการพิจารณาความถูกต้องของการตีความคำสอนต่างๆ)
1-ธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่บุคคล
2-อรรถเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่พยัญชนะ
3-พระสูตรนีตารถะ(ที่ชี้แจงแล้ว)เป็นที่พึ่งไม่ใช่เนยารถะ(ข้อความที่ยังต้องตีความ หมายถึงความจริงระดับสมมติ)
4-ฌาน(ปัญญา)เป็นที่พึ่ง มิใช่วิญญาณ
ก็จะเห็นว่าถ้ามีอะไรศึกษาแล้วขัดกัน เราจะอิงอันไหนเป็นหลัก พิจารณาจากอะไรได้บ้าง หลักนี้ก็สอนว่านอกจากtextแล้วยังมีคำว่าพิจารณาว่าชอบด้วยอุบาย การที่จะรู้ว่าชอบด้วยอุบายหรือไม่ก็ต้องเป็นผลจากการปฏิบัติของแต่ละคนด้วย คนที่ไม่ปฏิบัติอยู่ดีๆมาอ่านแล้วใช้การคิดตามเอาก็จะไม่พ้นไบแอสได้ ระวังยึดติดกับคน ระวังยึดติดกับลายลักษณ์มากกว่าตัวธรรม จะทำได้ต้องปฏิบัติอีก
**แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ดีกับการที่คนพุทธที่อยากศึกษาอะไรที่ออริจินัลสุดแต่สิ่งที่ตกถึงมือเรามันปนอะไรมาบ้างแล้วก็พูดได้ยาก ทั้งการแปล ทั้งการสอนต่อๆมา ไหนจะเรื่องที่พุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐนั่นแปลว่าไม่มีทางเลยที่การเมืองจะไม่ส่งผลต่อพุทธศาสนาโดยเฉพาะในไทย
**อย่างไรก็ตามในระบบของพุทธ พระธรรมไม่ใช่โครงสร้างของปรัชญาหรือวิธีคิดแต่มันคือยารักษาโรค “อวิชชา” พระธรรมไม่ได้วัดด้วยความconsistentของระบบคิด ของตรรกะ แต่ต้องคำนึงถึงผลหรือประสิทธิภาพด้วย
พอคิดแบบนี้พุทธเลยมีที่ว่างให้การใช้“อุบาย”ในการล่อคน จะเห็นได้จากสัทธรรมปุณฑริกสูตรที่เป็นพระสูตรฝั่งมหายาน อุปมานี้มีอยู่ว่าพุทธะเล่านิทานเรื่องพ่อหลอกลูกให้หนีออกจากบ้านที่ไฟไหม้ด้วยการบอกว่าจะได้ของเล่นที่ชอบ แล้วถามพระสารีบุตรว่าพ่อทำผิดมั้ย
ถ้ามองตาม“ความจริงทางโลก” ก็คือพ่อผิดเพราะพ่อหลอก แต่พระสารีบุตรตอบว่าไม่ผิดเพราะเด็กๆไม่รู้จริงๆ ถ้าการหลอกนั้นเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ลูกๆออกจากไฟไหม้และทำไปด้วยความตั้งใจจะช่วยชีวิตลูก พ่อบอกตรงๆแล้วไม่ช่วยเลยใช้อุบายที่เหมาะกับลูกแต่ละคน {ที่สำคัญคือ มันสัมฤทธิผล}
พุทธทาสภิกขุเคยกล่าวว่า “พระพุทธรูปบังพุทธะ คัมภีร์บังธรรมะ ลูกชาวบ้านบังสงฆ์”
สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ - ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
************************
บทที่4 ความยุติธรรมในศาสนา
แต่ละศาสนาพยายามที่จะอธิบายชีวิตมนุษย์ให้ครอบคลุม นอกจากเกิดมาทำไม อะไรอยู่เบื้องหลังความสับสนทุกข์เศร้าทั้งหมดนี้ ก็ยังมีส่วนที่อธิบายถึงความไม่แฟร์ ไม่ยุติธรรมในชีวิตมนุษย์ ในแต่ละศาสนาต่างมีแนวทางการอธิบายว่าความไม่สมดุลในชีวิตในมิติทางศีลธรรมในปัจจุบันจะมีผลสืบเนื่องไปในชีวิตหน้าหลังจากนี้แน่นอน
ปัญหาความยุติธรรมในศาสนาเอกเทวนิยม
1. problem of evil ความชั่วร้ายต่างๆมาจากอะไร
1.1 moral evil คือความชั่วทางศีลธรรม ความบาป การเอาเปรียบ การคิดร้ายต่อกัน
1.2 natural evil ความชั่วร้ายจากภัยธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด ดินถล่ม น้ำท่วม
ทางพุทธจะบอกแบบ1.2 ว่ามันเป็นไปยังงั้นของมัน ศาสนาเอกเทวนิยมมองชีวิตว่าปัญหาของความชั่วร้ายมีที่มาจากการมีอยู่ของความทุกข์ ส่วนพุทธจะมองว่าการมีอยู่นั่นแหละคือความทุกข์
{ด้วยคติคิดแบบนี้ส่งผลให้คนดำรงชีวิตด้วยทัศนคติต่างกันไป ศาสนิกแบบนึงมองว่าเราเป็นสิ่งทรงสร้างของผู้ที่สร้างเราไว้อย่างดีแล้วแต่เราถูกแทรกแซงด้วยอย่างอื่นจึงทำให้เราแกว่งไปเจอหรือไปทำสิ่งชั่วร้าย คิดแบบนี้แง่ดีก็คือมีกำลังใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น เพราะเรารู้ว่าข้างในเรามีสิ่งนั้นอยู่แล้วปรับเปลี่ยนชีวิตได้ แต่แง่ร้ายก็ไม่คิดว่าเป็นความผิดตัวเอง ชั้นเป็นคนดี แต่ถ้าคิดแบบ การมีอยู่ของเรานั่นแหละเป็นทุกข์ ก็ทำให้ไม่ยึดติดและไม่ดิ้นมากมายเวลาเกิดทุกข์ในใจ เพราะรู้แต่แรกว่าแค่เกิดก็เป็นทุกข์แล้ว แต่เราก็ใช้ชีวืตไปตามสมควร แต่ข้อเสียก็พาไป nihillism ได้ ซึมเศร้า จะอยู่ไปทำไม วันหนึ่งทุกอย่างก็สลาย}
เรื่อง problem of evil นี้ก็ทำให้เกิดความย้อนแย้งทางตรรกะว่าถ้าพระเจ้าดีเยี่ยม แล้วทำไมถึงยังมีความชั่วร้ายอยู่ ถ้างั้นจริงๆก็ไม่มีพระเจ้ารึเปล่า ผู้เชื่อมากมายพยายามอธิบายว่าทำไม
เซนต์ออกัสติน (คศ.400) - บอกว่าที่มนุษย์ประสบคือภาวะความขาดพร่อง ความเสื่อมไป เพราะสภาวะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง มิใช่ความชั่วร้าย
เซนต์เอเรนิส (คศ.200) - บอกว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์มาสมบูรณ์ แต่ให้มีศักยภาพที่จะสมบูรณ์ได้โดยเราต้องทำของเราเองด้วย หมายถึงก้าวข้ามผ่านความทุกข์ยากและเติบโตจึงจะสมบูรณ์
อัลวิน พลาติงก้า(ปัจจุบัน) - บอกว่ามันดีสุดเท่าที่จะดีสุดแล้ว เสรีภาพและfreewillของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิดความชั่วนานา แต่ก็ดีสุดเท่าที่จะเป็นได้แล้ว
คำอธิบายเหล่านี้ก็จะพยายามยืนยันว่าพระเจ้าดีแล้ว ถึงแม้เราจะมีความทุกข์ แต่แน่นอนว่าก็ถูกดีบังค์ได้เสมอเมื่อเป็นเกมของเหตุผล แต่อะไรจะจริงสำหรับคุณก็ไปพิสูจน์เอาเอง
2. problem of hell
เพราะศาสนาเอกเทวนิยมมีไอเดียหรือสวรรค์นิรันดร์ นรกนิรันดร์ เรื่องนี้ก็เป็นที่ถกเถียงว่า ทำไมทำชั่วทีนึง ตกนรกนิรันดร์เลย, คนที่เชื่อในพระคริสต์แต่ฆ่าตัวตายต้องไปนรกนิรันดร์เหมือนกันมั้ย ไม่มีโอกาสเลยหรือที่ไปนรกแล้วจะกลับตัวในนรกเลยเหรอฯลฯ
ศจ.ชารลส์ ซีมอร์มองว่านรกหรือสวรรค์เป็นแง่ความรู้สึกทางใจมากกว่าความทุกข์ทรมานเชิงกายภาพ ทุกข์ทางจิตวิญญาณ ทุกข์ที่ต้องห่างไกลพระเจ้าไปเรื่อยๆจนถึงตลอดกาล แม้จะมีเจตจำนงเสรีแต่ยิ่งห่างยิ่งยากจะกลับใจ
ปัญหาความยุติธรรมในศาสนาพุทธ
1. ปัญหาเรื่องกรรม เพราะ คนมักจะรู้สึกว่าถ้ากรรมมีจริงแล้วทำไมคนชั่วยังมีความสุข ทำไมฉันไม่ได้ทำอะไรเลยแต่ยังต้องเจอสิ่งนี้ มีพระที่อธิบายว่าที่เราทุกข์ไม่ได้มาจากเราทำคนเดียว หรือเขาทำเรา ไม่ได้มาจากแค่กรรมเก่า แต่ยังมีกรรมใหม่โดยสิ้นเชิง มันยากที่จะคำนวณได้ว่ากรรมอะไรจะให้ผลอะไรแบบเด๊ะๆ เพราะแต่ละคนมีภูมิหลังทางศีลธรรมมาไม่เท่ากัน มีเหตุปัจจัยไม่เหมือนกัน
2. กรรมมีฟังชั่นอะไรกันแน่ มีไว้เพื่อชดเชยชดใช้หรือปรับสิ่งไม่สมดุลให้กลับมาสมดุล หรือ เป็นแค่ระบบconsequent
เพราะถ้าเรามองกรรมเป็น consequent อย่างเดียวมันก็ไม่ได้ “ยุติธรรม” รึเปล่า
เช่น เจ้าของโรงงานทิ้งน้ำเสียมีสารพิษลงแม่น้ำ เจตนาแค่จะประหยัดค่าใช้จ่าย แต่consequentคือ ชาวบ้านปลายน้ำเจ็บป่วยตาย แล้วอะไรคือความแฟร์ทางธรรมในที่นี่ ชาวบ้านทำอะไรจึงต้องรับผลกรรมนี้ ตกลงกฎแห่งกรรมทำงานแบบชดใช้ความผิด หรือแบบให้ผลต่อเนื่อง กันแน่ ซึ่งเรา็ไม่สามารถหาความคงเส้นคงวากับ“กรรม”ได้เหมือนกัน
อีกแง่นึงของคำอธิบายคือลืมว่ากรรมของปัจเจกก็เกี่ยวข้องกับกรรมส่วนรวม เพราะเราทุกคนล้วนถูกผูกเกาะเกี่ยวกันกับสังคมของเราไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ลูกโซ่ของเหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว ทุกคนล้วนมีความรับผิดชอบทางกรรมร่วมกัน
จะเห็นว่าทั้งสองแนวความเชื่อก็มีส่วนเหมือนส่วนต่าง มีระบบที่พยายามตอบคำถามเรื่องความยุติธรรมของระบบคิดของศาสนาตัวเอง เรามองเห็นว่าสุดท้ายก็มีส่วนที่บอกว่าเพราะเราไม่รู้ในระบบของอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวเรา สุดท้ายมันจึงเป็นเรื่องของ “ความเชื่อ”
ทั้งนี้พุทธะถือว่ามีมรรคชุดเดียวในการบรรลุธรรมตามการพิสูจน์ทางประสบการณ์การปฏิบัติของพุทธะเอง แต่การอ้างมรรคชุดเดียวต่างจากการอ้างคัมภีร์ชุดเดียว(dogma)
พุทธะกล่าวไว้ว่า ผู้มีปัญญาไม่พึงกล่าวอ้างว่ามีแต่ความเชื่อตนเท่านั้นเป็นจริง ข้ออ้างอื่นเป็นเท็จ
คือพุทธยืนยันในมรรคของตนที่นำไปสู่การบรรลุแต่ไม่ร่วมถกเถียงเรื่องอภิปรัชญา
ใดๆคือไม่ควรละเลยความจริงที่ว่า ศาสนาเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคเก่า เราไม่ควรอ่านโดยเอารูปแบบความคิดของตัวเราที่เป็นคนในยุคปัจจุบันเป็นที่ตั้ง ต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ด้วย
พุทธทาสภิกขุบอกว่า มันมีภาษาบัญญัติกับภาษาธรรม ความหมายของภาษาธรรมมันชี้ไปที่สัจธรรมเดียวกัน ในแง่นี้ พระเจ้ากับนิพพานก็อาจไม่ใช่สิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง คือเป็นสัจธรรมของผู้เชื่อ
*********************
โดยรวมหนังสือเล่มนี้ก็ให้แง่มุมชวนคิดดี ไม่ถึงกับมีอะไรใหม่(หนังสือปี2545 แต่มีการปรับปรุงตรวจทานใหม่เพื่อตีพิมพ์ครั้งที่สามในปี 2567) แต่ก็มีการเชื่อมโยงให้เรามองภาพอะไรได้ชัดขึ้น เพราะการถกเถียงหลายครั้งระหว่างศาสนากับศาสนาด้วยกันเอง หรือบางทีก็ระหว่างศาสนาและปรัชญา หลายครั้งมันมาจากการคุยบนความจริงคนละแบบ เมื่อคนนึงพูดว่ากฎแห่งกรรมยุติํรรมเสมอก็จะมีคนบอกว่าทำไมไอ้คนนั้นชั่วแล้วยังไม่ได้รับผลอะไร ขณะเดียวกันก็มีคนพูดว่าพระเจ้าดีมากเลย แต่ก็มีคนพูดว่าถ้าดีจริงแล้วความทุกข์ยากและสงครามที่มนุษย์ยังต้องเจอคืออะไร มนุษย์ต้องเจอกับเรื่องที่เราอธิบายไม่ได้และอยู่กับมันโดยสงสัยว่าทั้งหมดนี้มันคืออะไรกันแน่ ถ้าเราศึกษาศาสนาโดยสามารถเข้าไปในเรื่องของเขาได้เราน่าจะได้อะไรเยอะมากขึ้นในชีวิตโดยอาจจะไม่จำเป็นต้องกลายไปเป็นศาสนิกในศาสนาเขาก็ยังได้
